
สนามเรื่องสั้น-สั้น:ฉันจะกลับมาหาแม่
สนามเรื่องสั้น-สั้น : ฉันจะกลับมาหาแม่ : โดย...เมธี วงศ์ครุฑ
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเวลาที่เข้านอนทุกครั้ง พอเริ่มเคลิ้มๆ จะหลับมิหลับก็มักจะกระสับกระส่ายและมีเสียงก้องกังวานขึ้นในความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่นทุกครั้งไปว่า... “แม่ไม่รักเราเลย แม่ไม่รัก..”
แม้วันนี้อายุอานามจะปาเข้าไปเกือบห้าสิบแล้วก็ตาม แต่ถ้อยคำนี้ ความรู้สึกที่ว่าแม่ไม่รักนี้ ยังไม่เคยจางหายไปเลย กลับดูเหมือนจะยิ่งเข้ามาตอกย้ำสร้างความหม่นหมองใจให้มากขึ้นเป็นทวี จนกลายเป็นความไม่มั่นใจนักในการใช้ชีวิตหรือพบปะผู้คน จนแม้ไม่อยากคุยกับใคร เลิกงานก็เข้าบ้านปิดประตูขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านพักสับปะรังเคจะพังมิพังแหล่ ปลวกขึ้นทำลายหลายจุด บนฝ้าเพดานก็เป็นที่อยู่ของสัตว์บางจำพวกที่ไม่เคยเห็นตัว แต่รู้สึกได้ว่ามีพวกมันอยู่ และหลักฐานที่ปรากฏร่องรอยบางอย่างออกมาเป็นผงละเอียดสีดำกลิ่นฉุนรุนแรงที่หล่นออกมาตามรอยแยกของข้างฝากับฝ้าเพดาน
จนไม่สามารถที่จะทนนอนอยู่บนห้องนอนชั้นบนของตัวบ้านได้ ต้องลงมานอนชั้นล่าง หน้าห้องน้ำ ซึ่งก็ต้องสร้างเงื่อนไขความสุขให้ตัวเองว่า “อย่างนี้แหละ สะดวก สบายดี”
ขังตัวเองอยู่กับความสะดวกสบายอย่างนี้ทุกวันตั้งแต่เย็นจนเช้าของรุ่งอีกวันจึงเปิดห้องขัง ก้าวออกไปสู่ที่ทำงาน ที่ทำงานที่เขาเรียกกันว่างานราชการ ราชการที่ใครไม่รู้เปรียบไว้ว่าเป็นเหมือนกรงทอง...สุขสบาย แต่มันก็เป็นกรง...
แล้วกับทุกคืน ที่ต้องฟังเสียงใครก็ไม่รู้ ที่มาตะโกนใส่หูใส่หัวว่า... “แม่ไม่รักเลย...แม่ไม่รักแล้ว...”ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงกันแน่ แต่อายุปูนนี้แล้วจะมานั่งสนใจหาคำตอบอะไรอีกกับคำพูดที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่ถ้านึกถึงอดีตที่ยังอยู่ในความทรงจำ ผนวกกับคำบอกเล่าของแม่เองด้วย มันก็น่าคิดนะว่าแม่รักเราหรือเปล่า...
“ตอนนั้นหนูยังเล็กมาก...” แม่เริ่มเล่าถึงเรื่องราวแต่หนหลัง สมัยยังอาศัยกระต๊อบเล็กๆ อยู่ริมถนน ที่พ่อกับแม่มาสร้างขึ้นเพื่อนอนเฝ้าไร่ข้าวโพด แล้วก็พัฒนาขึ้นมาเป็นที่อยู่อาศัยที่อยู่กันได้อย่างมีความสุขของพ่อ แม่ ลูกชาย ลูกสาว ที่อยู่กันอย่างตามมีตามเกิดปลูกผัก ทำไร่ ไม่ฝันอะไรใหญ่โต “มีอยู่วันหนึ่ง หนูวิ่งมาอ้อนขอตังค์แม่ซื้อขนม” “มันก็ธรรมดานี่แม่ เด็กๆ ก็ต้องชอบกินขนม” ฉันออกความเห็น “แต่วันนั้นแม่ตีหนูอย่างแรงเลยนะ ตีมากๆด้วย ตีจนหนูร้องคร่ำครวญอยู่เป็นนานกว่าจะเงียบ..”
แม่เล่าให้ฟังอย่างละเอียดว่า ที่ต้องตีลูกวันนั้นเพราะอะไร แม่เจ็บปวดมากกว่าลูกเสียอีก แม่ตีลูกไม่ใช่เพราะไม่รักลูก ไม่ใช่เพราะหวงเงินลูก แต่แม่ตีลูกเพื่อเป็นเกราะป้องกันความอายของแม่ที่มีต่อเพื่อนบ้าน แม่อายที่ลูกมาขอสตางค์แม่แค่ห้าสิบสตางค์ แต่แม่ไม่มีให้ลูกเหมือนแม่คนอื่นๆ ที่เขาควักเงินให้ลูกไปซื้อขนม แม่เลยต้องแกล้งตีลูกแล้วก็พร่ำสอนเรื่องการประหยัดอดออมกลบเกลื่อนความอายของแม่
ฉันเห็นน้ำตาแม่เอ่อคลอขึ้นมาทุกครั้งที่แม่เล่าเรื่องนี้ แม้แม่จะพูดถึงเรื่องนี้ไม่บ่อยนัก แต่มันก็ทำให้ฉันอดรู้สึกหดหู่เศร้าใจขึ้นมาอย่างแรงทุกที นึกรักและสงสารแม่มาก แต่มันก็ยังอดคิดเป็นคำถามมาจนทุกวันนี้ไม่ได้ว่า แม่ไม่รักเลย แม่ไม่รักเหรอ...
เรื่องนี้หรือเปล่านะที่ทำให้เกิดเสียงก้องในหัวตอนก่อนจะหลับไม่หลับทุกทีไป แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะตอนนั้นแม่ก็ตีเราอย่างมีเหตุผลที่แม่จำเป็นต้องทำอย่างที่สุดแล้วนี่นา พ่อเสียอีกต่างหากที่ชอบตีเราอย่างไม่มีเหตุผลแล้วก็ตีแรงกว่าด้วย ทั้งก้านมะยม ทั้งก้านชบา ไม้อะไรก็ได้ที่พ่อคว้าได้ตอนนั้น เป็นต้องมาลงหนักๆ ที่ก้นเราทุกทีที่(ทำให้)พ่อโมโห..
มันยังมีเรื่องอื่นอีกหรือเปล่านะที่ทำให้เรารู้สึกบ่อยๆ ว่าแม่ไม่รัก หรือว่าจะเป็นเรื่องเงินที่แม่ให้แต่น้อง ที่จริงเราก็ได้ แต่ได้น้อยกว่าน้อง บ้านแม่ก็สร้างให้น้อง เงินซื้อรถก็ให้อีก แต่เรายังไม่มีบ้านต้องอยู่บ้านหลวง รถก็ยังต้องผ่อนอยู่ แต่แม่ก็มีเหตุผลอีกแหละว่า ที่แม่ต้องให้น้องมากกว่า เพราะน้องไม่ได้ทำงานราชการ น้องเป็นลูกจ้างบริษัท เขาจะเลิกจ้างเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“น้องไม่มีความมั่นคงเหมือนเอ็งนี่นา...” นี่คือเหตุผลของแม่ ทำให้ฉันเบื่อความเป็นราชการขึ้นมาเพิ่มอีก เพราะมันทำให้แม่ไม่ให้เงินฉันมากๆอย่างน้อง...หรือแม่ไม่รักเราจริงๆ ช่างเถอะเพราะสิ่งที่สำคัญก็คือ ฉันรักแม่
แล้วก็เชื่อมั่นด้วยว่า แม่ก็รักฉัน เพราะเวลาที่ฉันมีวันหยุดยาวๆ สามารถเดินทางกลับบ้านได้ แม่เป็นต้องทำอาหารที่ฉันชอบให้กินเสมอ รสมือแม่นั้นเป็นที่สุดแล้ว ไม่มีใครเทียบฝีมือแม่ในเรื่องทำกับข้าวได้เลย ไม่ว่าจะเป็นแกงฮังเล หรือจอผักกาด แม่ก็ปรุงได้สุดยอด หรือจะเป็นของแปลกๆ อย่างแกงคั่วลูกตำลึง แม่ก็ยังทำได้อย่างน่ากิน เวลากลับบ้านทีไร ได้กินของอร่อยฝีมือแม่ทีนั้น แล้วก็พลันมักจะนึกถึงบทกวีของศิวกานท์ ปทุมสูติ เรื่องหนึ่งแทบทุกครั้ง ฉันจำชื่อเรื่องไม่ได้ทั้งหมด แต่เรื่องราวน่าจะเป็นวันสงกรานต์ที่แม่ทำอาหารให้ลูกกิน ลูกที่ไปทำงานต่างถิ่น ถึงวันสงกรานต์ก็กลับบ้าน เช้าวันนั้นแม่ก็เลย...
แม่ตื่น พร้อมตะวัน
หยิบเสียมด้ามสั้น ขึ้นคอนตะกร้า
เข้าไพร เข้าพงรก
ขุดหา “มันนก” เหงื่อโซมกายา
แกงเลียง รสมือแม่
ลูกลูกของแม่ เคยชอบนักหนา
แม่เข้าไปหาขุดมันนกในป่าหวังจะเอามาแกงเลียงให้ลุกกิน ในวันที่ลูกจะกลับมาเยี่ยมบ้านในวันสงกรานต์ แม่จะแกงให้สุดฝีมือ แม่ตั้งใจอย่างนั้น แล้วก็ปรุงแกงเลียงอย่างมีความสุข แต่...
แล้วหนุ่ม- สาวและเพื่อน
ก็ยึดชานเรือน สรวลเสเฮฮา
เหล้าเบียร์ อาหารถุง
พะเรอพะรุง ล้วนตระเตรียมมา
แกงเลียง สำรับน้อย
ที่แม่ทยอย ยกตามออกมา
ถูกลิ้ม ถูกชิมบ้าง
แต่เหลือแต่ค้าง ถ้วยร้างถ้วยรา...
อ่านแล้วก็อดน้ำตาไหลแทนแม่ในเรื่องไม่ได้ แต่ฉันไม่เคยทำอย่างนี้กับแม่นะ ฉันกินกับข้าวที่แม่ทำอย่างเอร็ดอร่อยเกลี้ยงหม้อทุกครั้ง เพราะแม่ทำกับข้าวด้วยความรัก แม่ใส่ความรักลงไปเต็มหม้อ
“ไอ้หนูเอ๊ย..เมื่อไหร่เอ็งจะกลับบ้านล่ะ นานแล้วนะ นานเกินไปแล้ว” เสียงแม่แหบพร่า เบาๆ แต่ก้องดังในความรู้สึกของฉันมาทางโทรศัพท์ เป็นการทวงถามให้ฉันกลับบ้านมาหาพ่อหาแม่บ้าง หลังจากนานหลายเดือนเต็มทีที่ไม่ได้กลับบ้านเลย เพียงทำหน้าที่ลูกได้อย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือการโอนเงินเข้าบัญชีให้แม่ไปกดเอาเอง
“ก็อยากกลับนะแม่ แต่มันไม่ได้จริงๆ ทางมันไม่สะดวกเลย งานก็เยอะมากๆ” ฉันอ้างเหตุผลอย่างนี้แทบทุกครั้งที่แม่โทรมา “ไว้รอหลังเลือกตั้งนะแม่ จะกลับบ้านแน่ๆ” “อ้าวแล้วเอ็งไม่มาเลือกตั้งเรอะ” แม่ตั้งคำถามอีก เป็นคำถามที่ฉันไม่อยากตอบ เลยบอกแม่ว่า “แม่บอกลูกสาวแม่ด้วยแล้วกัน ให้มันเคลียร์ให้ดี ทำงานให้รอบคอบ รวดเร็ว แน่นอน บอกมันนะพี่ชายมันอยากกลับบ้าน อยากมาหาแม่”
“เออ ๆ...” เสียงแหบพร่าของแม่รับปาก ฉันจะได้กลับบ้านเสียที ฉันรักแม่จริงๆ ถึงแม้แม่จะไม่รักฉันสักนิดก็ตาม...
สนามเรื่องสั้น-สั้น : ฉันจะกลับมาหาแม่ : โดย...เมธี วงศ์ครุฑ



