ไลฟ์สไตล์

'สภาซูลอ'วิถีอิสลาม

'สภาซูลอ'วิถีอิสลาม

02 ต.ค. 2554

'สภาซูลอ'วิถีอิสลาม ดับไฟใต้อย่างยั่งยืน โดย...ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ

        เส้นทางคดเคี้ยว เลี้ยวงอไปตามหุบเขา สองฝั่งทางเรียงรายด้วยต้นไม้น้อยใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ บางช่วงของเส้นทางมีทหารประจำการ ยืนสง่ากลางแดด เฝ้าระวังเหตุที่จะเกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง นั่นคือ 3 จังหวัดชายแดนใต้ไทย-มาเลเซีย ณ ต.โละจูด อ.แว้ง จ.นราธิวาส ที่นี้ "โละจูด" คือดินแดนที่สงบสุข ไม่มีปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ "โละจูด" ดำรงอยู่ด้วยความสุข วันนี้ "นสพ.คม ชัด ลึก" อาสาพาทุกคนไปรู้จัก

        ซาการียา บินยูซูฟ หรือ ครูยา ผู้จัดการโครงการพัฒนาเครือข่ายตำบลสุขภาวะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และประธานศูนย์เรียนรู้วิถีชุมชน เล่าว่า สมัยก่อนสังคมมุสลิม เผชิญกับปัญหาเยาวชนห่างไกลมัสยิด เกิดความอิสระมากเกินไป ก่อเกิดเป็นปัญหานานัปการ เป็นต้นว่า เสพยาเสพติด ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ปี 2539 ผู้นำศาสนา (โต๊ะอิหม่าม) จึงตั้ง "สภาซูรอ" เป็นสถานที่พบปะพูดคุยช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน และเห็นตรงกันว่า ควร "สร้างกลุ่มเยาวชนพัฒนาอาชีพสร้างอาชีพให้แก่เยาวชน" โดยการเปิดโรงเพาะเห็ด เผาถ่าน เลี้ยงปลาดุก จวบจนปัจจุบันการเพาะเห็ดกลายเป็นสินค้าส่งออกต่างประเทศ เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย เยาวชนหลายคนมีรายได้เสริมจากการทำงานประจำ

        กระบวนการซูรอ ประกอบด้วยผู้นำศาสนา ท้องถิ่น/ภาครัฐ ประชาชน ท้องที่ ด้วยเหตุผลที่ว่า ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้มีกลุ่มคนหลายกลุ่ม มีผู้นำตามครรลองประชาธิปไตย ผู้นำศาสนาซูรอตามหลักศาสนา ตาม หลักการของอัลกุรอ่าน ที่บอกว่า “กิจการของพวกเขามีการปรึกษาหารือระหว่างพวกเขา"

        นอกจากนั้นในปี 2553 เกิดการพัฒนาโครงการต่อยอด "ตำบลสุขภาวะ" 3 ปี 40 ตำบล ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนา "แหล่งเรียนรู้ซูรอ" ของต.โละจูด มีกระบวนการปรึกษาหารือ โดยมี "โต๊ะอิหม่าน" และ "ครู" เป็นกลไกขับเคลื่อนงานไปสู่การพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน มีชมรมจักรยาน กลุ่มสตรี ยกระดับไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเป็น "ศูนย์เรียนรู้สร้างสุขเพื่อชุมชน"

        ซูลกีฟลี เจะมามะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโละจูด (นายกอบต.โละจูด) บอกว่า "คนรุ่นใหม่อิสรภาพมากเกินไป ขัดต่อศาสนาอิสลาม เมื่อความเจริญเข้ามาก็ทำให้เถลไถลไป เดิมเยาวชนจะไปมัสยิด แต่หลังๆ ก็ไม่ค่อยไปห่างจากมัสยิด พฤติกรรมที่แสดงออกเกินขอบเขต ทั้งอบายมุข เกาะกลุ่มมั่วสุม เข้าร้านคาราโอเกะ เที่ยวกลางคืน"

        ทั้งนี้ ชุมชนได้มีการหารือกัน และแก้ปัญหาร่วมกัน ก็พยายามดึงเยาวชนเข้ามาร่วม มีการทำสนามมวย แข่งขันฟุตบอล เพื่อดึงดูดให้เยาวชนมาทำกิจกรรมกีฬามากขึ้น "เมื่อก่อนมีการแข่งขันกีฬาที่ไหน มีเรื่องทะเลาะวิวาทที่นั้น แต่เมื่อนำกระบวนการ "สภาซูรอ" มาใช้ ทุกครั้งที่จะลงสนามแข่ง เยาวชนทุกคนจะต้องเข้ามัสยิดเป็นเวลา 5 วันเพื่อทำการซูรอทางศาสนาอิสลาม ถึงวันนี้ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า แทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว" นายกอบต.โละจูด กล่าว

        ลี ฆอสาลี สอเหาะ เยาวชนที่เข้าร่วมสภาซูรอ เล่าว่า เมื่อก่อนเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมเข้ามัสยิด แต่จะใช้เวลาอยู่กับเพื่อนมากกว่า วันหนึ่งพ่อแม่แยกทางกัน ครูยา จึงชักชวนให้เข้าร่วมสภาซูรอที่มัสยิด เพื่อไปละหมาด ก็เลยตกลงไป หลังจากที่ละหมาดเสร็จรู้สึกสบายใจ มีความสุขจากเดิมที่ไม่เคยมีมาก่อน เหมือนจิตใจมันดีขึ้น สบายตัวขึ้น เพราะถ้าได้ทำความผิดจะอึดอัดอยู่ภายในใจ แต่ถ้าได้เข้ามัสยิดขอโทษพระเจ้า ทำให้จิตใจดีขึ้น รู้สึกว่าตัวเองได้สารภาพบาป ถึงแม้คนที่เรากระทำบาปด้วยจะไม่รู้ก็ตาม บวกกับได้ทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ศูนย์สร้างสุขเพื่อชุมชน ที่ได้เพาะเห็ด เผาถ่าน เสมือนเป็นการใช้เวลาว่างที่มีอยู่ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่าจะทำในสิ่งที่ผิดต่อวิถีอิสลาม

        เพราะที่มัสยิดจะมี "โต๊ะอิหม่าม" คอยสอนศาสนา ให้รู้วิถีของอิสลาม เช่น การแข่งขันฟุตบอล ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่จะไม่เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท แต่หลังจากเข้ามัสยิด "โต๊ะอิหม่าม" จะสอนว่า "การทะเลาะกันไม่ได้นำมาซึ่งอะไร เพราะเราทุกคนล้วนแต่เป็นญาติกันทั้งสิ้น ไม่ใช่คนอื่น ถ้าทะเลาะกันไปก็เจ็บตัว เจ็บใจเฉยๆ ไม่ได้ประโยชน์อะไร" จิตใจก็อ่อนลง ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่เคยทะเลาะกันอีกเลย

        และนี่คือ สภาซูรอ ที่ มีกระบวนการที่เรียกว่าการปรึกษาหารือ โดยใช้ผู้นำศาสนา (โต๊ะอิหม่าม) เป็นการพบปะพูดคุย ช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์นั่นเอง