
ถนนสายบุญ กลางเมืองสุพรรณฯ
ถิ่นไทยงาม : ถนนสายบุญ กลางเมืองสุพรรณฯ
สุพรรณบุรี เป็นเมืองสมัยโบราณ พบหลักฐานทางโบราณคดีมีอายุไม่ต่ำกว่า 3,500-3,800 ปี โบราณวัตถุที่ขุดพบมีทั้งยุคหินใหม่ ยุคสัมฤทธิ์ ยุคเหล็ก และสืบทอดวัฒนธรรมต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ ฟูนัน อมราวดี ทวารวดี ศรีวิชัย และกลายเป็นเมืองหน้าด่านยามศึกสงครามสมัยก่อน
"เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม
สูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน ภาษาถิ่นชวนฟัง"
จากกรุงเทพฯ สู่สุพรรณบุรี ใช้ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340) มีป้ายทางหลวงบอกเป็นระยะ ใช้เวลาไม่นานนัก ที่เขาว่า "ถนนเรียบกริ๊บ เมื่อเข้าเขตเมืองสุพรรณฯ รถกระโดกกระเดกเมื่อไหร่ หมายถึงพ้นเมืองสุพรรณ" เห็นท่าจะจริง
ใครไปสุพรรณบุรี มักแวะวัดป่าเลไลยก์ วัดใหญ่ใจกลางเมือง แต่อาทิตย์นี้ อยากพาไปตามถนนหมายเลข 3057 ก่อนถึงตัวเมืองสุพรรณ อยากจะเรียกว่าถนนสายบุญ เพราะเป็นที่ตั้งของวัดหลายแห่ง ทั้งฝั่งซ้ายและขวา ให้ได้ไหว้พระ 9 วัด สบายๆ ในครึ่งวัน (สำหรับคนมีเวลาน้อย) อิ่มบุญ อิ่มใจ แล้วยังเห็นพระพุทธรูป Unseen อีกด้วย
จุดหมายแรกที่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือวัดพระธาตุ วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ต้นตำรับ “พระผงสุพรรณ” อันเลื่องชื่อ และยังมีพระเครื่องที่มีชื่อเสียง อาทิ พระกำแพงศอก พระมเหศวร วัดนี้ถือได้ว่าเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของสุพรรณบุรี มีอายุไม่ต่ำกว่า 600 ปี ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะสร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง หรือไม่ก็ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2
ปัจจุบัน สร้างโบสถ์ใหม่ขึ้นมา แต่ก็ยังบำรุงรักษาโบสถ์เก่าไว้ในสภาพดีและเป็นที่ประดิษฐานพระประธานองค์ใหญ่ และพระพุทธรูปหินทราย ที่ตั้งเรียงรายอยู่รอบโบสถ์ ถึง 279 รูป ด้านหลังมีพระปรางค์องค์ใหญ่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เปิดให้พุทธศาสนิกชนได้ขึ้นไปกราบไหว้ด้วย
จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เลยไปราว 2 กม. จะถึงวัดแค อยู่ฝั่งขวามือ นี่ก็เป็นวัดเก่าแก่มีชื่อปรากฏในวรรณคดี เรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ภายในวัดมีต้นมะขามใหญ่วัดโคนต้นโดยรอบได้ราว 10 เมตร เชื่อกันว่าขุนแผนได้เรียนวิชาเสกใบมะขามจากต้นมะขามต้นนี้ให้เป็นตัวต่อตัวแตน ไว้โจมตีข้าศึก ซึ่งทางวัดได้สร้าง "คุ้มขุนแผน" เรือนไทยทรงโบราณ ไว้ใกล้กับต้นมะขามยักษ์ด้วย นอกจากนี้ ที่วัดยังมีวัตถุโบราณอีกมาก ทั้งพระพุทธบาทสี่รอย พระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิราบศิลปะรัตนโกสินทร์ จีวรและอังสะเป็นดอกพิกุลงดงาม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จประพาสวัดแคเมื่อ พ.ศ. 2447
จากวัดแค ไปตามถนนสาย 3057 ซึ่งอยู่บนถนนเดียวกันนี้ มีวัดตั้งอยู่เรียงราย อาทิ วัดหน่อพุทธางกูร, วัดพระลอย ก่อนจะไปถึงวัดพระนอน ที่ห่างออกไปราว 4.1 กม.
วัดพระนอน อยู่ติดกับแม่น้ำท่าจีน สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ ภายในวิหารริมน้ำ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์สลักจากหิน มีลักษณะแปลกกว่าที่อื่น คือ เป็นพระพุทธรูปอยู่ในลักษณะนอนหงาย ที่เรียกว่าปางถวายพระเพลิง ขนาดเท่าคนโบราณ ยาวประมาณ 2 เมตร อยู่ในท่านอนหงาย คล้ายกับพระนอนที่เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า และถูกจัดเป็น Unseen Thailand ด้วย โบสถ์ไม่ใหญ่มาก หากไปกันกลุ่มใหญ่ ก็ต้องทยอยกันเข้าไปปิดทององค์พระกันล่ะ ปิดทองไหว้พระเสร็จยังลงไปเดินเล่นให้อาหารปลาที่แพท่าน้ำได้
มาเมืองสุพรรณฯ ทั้งที ก่อนกลับถ้ามีเวลาก็น่าเแวะเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร หรืออุทยานมังกรสวรรค์และไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ที่อยู่บริเวณเดียวกัน ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 299 บาท เด็ก 149 บาท แต่ก็คุ้มค่ากับการได้ชมเรื่องราวความเป็นมาของชาวจีนในไทย รวมถึงประวัติศาสตร์และอารยธรรมจีน ที่แบ่งเป็นห้องต่างๆ ในตัวมังกรถึง 20 ห้อง บรรจุเรื่องราวตั้งแต่กำเนิดโลก กำเนิดมนุษย์ และลำดับราชวงศ์ต่างๆ ของจีน ใช้เวลาเดินชมรอบละชั่วโมงครึ่ง เปิดเฉพาะวันพุธ ถึงวันอาทิตย์ วันละ 7 รอบ
ยามฝนแบบนี้ บางคนบ่นไปเที่ยวไหนฝนตกเฉอะแฉะน่ารำคาญ... ลองมาเที่ยวชมเมือง แวะไหว้พระเป็นสิริมงคลก็ดีไม่น้อย เผลอๆ ได้เห็นสิ่งแปลกตาใหม่ๆ กับมิตรภาพอันงดงามให้สุขใจอีกด้วย
.................
(หมายเหตุ : ถิ่นไทยงาม : ถนนสายบุญ กลางเมืองสุพรรณฯ)



