
ไว-ไฟ ฟรี ทั่วประเทศ
ไว-ไฟ ฟรี ทั่วประเทศ สร้างสมาร์ทไทยแลนด์ โดยเร็ว
"ไอที" คือ สิ่งที่อยู่คู่กับนักบินมานานแล้ว สมัยเป็นนักบิน เครื่องบินเอฟ 16 เป็นเทคโนโลยีที่ต้องเข้าใจ ต้องเรียน เทคนิคแต่ละชิ้น ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องของไอทีทั้งสิ้น การพัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ถือเป็นโครงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยได้เร่งรัดพัฒนาโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูงให้ครอบคลุม ทั่วถึง เพียงพอ มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม และการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาประเทศไปสู่สังคมแห่งความรู้ ภูมิปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์
ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองและชนบท ช่วยสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ยกระดับคุณภาพการศึกษา เสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ตลอดจนส่งเสริมการลดใช้พลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว การดำเนินงานส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันการพัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ประสบความสำเร็จ คือ การสนับสนุนให้มีบริการอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ส่งผลให้ประชาชนเกิดความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างแพร่หลาย
สมาร์ท ไทยแลนด์ การบริการภาครัฐยุคใหม่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ สมาร์ท เน็ตเวิร์ก และสมาร์ทคลาวด์ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ เป็นเทคโนโลยีที่หลายประเทศใช้ เหมือนคลังที่เก็บข้อมูลทั้งหมด บริหารจัดการและถูกนำไปใช้บนแอพพลิเคชั่น อีกอันที่เป็นคีย์ความสำเร็จ คือ คอนเทนท์ หรือเนื้อหาสาระ ที่พัฒนาไปในหลายรูปแบบ เช่น เรื่องการศึกษา ตำราเรียนแต่ละระดับชั้นเรียนที่ต้องใช้การพิมพ์ จะถูกเปลี่ยนเป็นดิจิตอล คอนเทนท์ มีการบริหารจัดการอยู่บนระบบที่ภาครัฐเป็นผู้จัดหาให้ หลายประเทศทำแล้ว กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบเรื่องบุคลากรครู เทอมหน้ามีการนำร่องนำแท็บเล็ตประกอบการเรียนการสอน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่
กระทรวงไอซีที ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดทำแผนแม่บทบรอดแบนด์แห่งชาติ ทั้งด้าน ซัพพลาย ไซด์ ซึ่งเป็นแผนการลงทุนกระจายโครงข่ายสื่อสารผ่านบรอดแบนด์ไปทั่วประเทศตามเป้าหมายที่ต้องการให้เข้าถึงประชาชนร้อยละ 80 ภายในปี 2558 และแผนแม่บทด้านดีมานด์ ไซด์ ซึ่งเป็นแผนการใช้งานโครงข่ายบรอดแบนด์โดยภาครัฐเพื่อยกระดับการให้บริการประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในภาครัฐเอง
แต่ภายใน 1 ปีนี้ สิ่งที่ต้องทำคือ เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผ่านโครงการไว-ไฟฟรี เพื่อให้สอดคล้องกับการแจกแท็บเล็ต เพิ่มโอกาสในการออนไลน์ เข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ภาครัฐจัดหาให้ โครงสร้างพื้นฐานปัจจุบัน 10% เช่น ไว-ไฟฟรี ถ้ามีในสถานที่ราชการ สถานศึกษา สนามบิน ทุกสถานที่มีไว-ไฟ การเข้าถึงข้อมูลง่าย สมาร์ทโฟนถูกใช้มากขึ้น บริษัทขายสมาร์ทโฟนจำหน่ายได้มากขึ้น แต่สมาร์ทโฟนเป็นแค่เครื่องมือเล็กๆ สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แอพพลิเคชั่นถูกผลิตมากขึ้น คอนเทนท์จะมีความสำคัญในอนาคต จะเป็นธุรกิจที่ประชาชนได้ครบถ้วนทั้งเนื้อหาสาระและความสะดวกสบาย ไว-ไฟ เฟส 1 ใช้ได้ทั่วประเทศ ความเร็ว 2 เมกะบิตต่อวินาที ก่อนเดือนธันวาคมนี้
พร้อมกันนั้น ยังได้ผลักดันและจูงใจให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินงานให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ แก่ประชาชน โดยบริการอิเล็กทรอนิกส์หลักๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก คือ บริการอี-กัฟเวิร์นเมนท์ เช่น การทำบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ ทะเบียนราษฎร์อิเล็กทรอนิกส์ บริการอี-เอดูเคชั่น คือ การศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรูปแบบต่างๆ บริการอี-เฮลท์ คือ การบริการสาธารณสุขอิเล็กทรอนิกส์ และบริการอี-อะกริคัลเจอร์ คือ การบริการอิเล็กทรอนิกส์ด้านการเกษตร
การผลักดันบริการอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เหล่านี้ ยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางเข้ารับบริการต่างๆ ของประชาชนอีกด้วย
ทางด้าน "อี-คอมเมิร์ซ" ก็จะมีสำนักงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีหน้าที่หลักคือ สร้างความเชื่อมั่นให้คนที่ทำมาค้าขาย เพื่อให้คนสนใจที่จะมาทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น มีผลศึกษา สิงคโปร์ไม่ได้มีศักยภาพด้านต่างๆ มากกว่าไทย ยกเว้นเรื่องไอที สิงคโปร์ทำการค้า 7 วัน ไทย 20 วัน วงรอบตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งจ่ายเงิน ไทยช้ากว่า 2 เท่าตัว อีกเรื่องที่ต้องเร่งทำเกี่ยวกับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานทำหน้าที่เฝ้าระวัง เตือนภัยพิบัติ คือ จะมีหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้ มีหน้าที่เฝ้าระวัง เมื่อถึงจุดที่นำไปสู่ภัยพิบัติ จากแจ้งข่าวเป็นแจ้งเตือน ศูนย์เตือนภัยพิบัติคือศูนย์ที่นำข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เช่น กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ และอีกหลายหน่วยงาน มาประมวลผล ถ้าเกินจากการเฝ้าระวัง จะเปลี่ยนการแจ้งเตือนเป็นระดับเผชิญเหตุ ต้องให้ความรู้แก่ประชาชนมากขึ้นว่าแจ้งข่าวคืออะไร และแจ้งเตือนภัยคืออะไร เผชิญเหตุคือต้องอพยพ กรณีเหตุการณ์น้ำป่ามีการแจ้งก่อน คนรอดชีวิตเพราะอพยพก่อน คนที่เสียชีวิตคือบอกแล้วไม่ไป ซึ่งถือเป็นบทเรียน เป็นเรื่องของชีวิต จึงนำเรื่องปรึกษากับกระทรวงมหาดไทย ต่อไปเมื่อระดับการเผชิญเหตุเข้มมากขึ้น ต้องมีการสั่งการ คือ ต้องอพยพ ไม่ไปไม่ได้
นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ประวัติ
เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2508
น.อ.อนุดิษฐ์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมต้น จากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่นที่ 7, ระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 23, ได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมอากาศยาน) จากโรงเรียนนายเรืออากาศ และได้รับปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต หลักสูตรสำหรับนักบริหาร รุ่นที่ 12 จาก มหาวิทยาลัยศรีปทุม
นอกจากนี้ ยังสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรทางการทหารคือ โรงเรียนการบิน รุ่นที่ 82-30-2, โรงเรียนนายทหารชั้นผู้บังคับฝูง รุ่นที่ 76, หลักสูตรการฝึกบินทางอากาศยุทธวิธี รุ่นที่ 5, หลักสูตรนายทหารยุทธการระดับฝูงบิน รุ่นที่ 39, โรงเรียนเสธาธิการทหารอากาศ รุ่นที่ 40 และหลักสูตรการสงครามทางอากาศ รุ่นที่ 4
ได้รับเกียรติยศต่างๆ ในหลายโอกาสคือ โล่เชิดชูเกียรติ ศิษย์การบินดีเด่น และอันดับที่ 1 ภาควิชาการ ของโรงเรียนการบินกองทัพอากาศ, โล่เชิดชูเกียรติ การศึกษาดีเด่นอันดับ 1 “เชิดวุฒากาศ” ในรุ่นที่ 40 ของโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ, เกียรติบัตรผู้บำเพ็ญประโยชน์ดีเด่น และเกียรติบัตรการศึกษาดีเยี่ยม ในรุ่นที่ 76 ของโรงเรียนนายทหารชั้นผู้บังคับฝูง, รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น สาขาบริหารราชการและการปกครอง “อุบล เรียงสุวรรณ” ของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปี 2548
เป็นอุปนายกสมาคมนักเรียนเก่าโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระหว่าง 2545-2547 และประธานมูลนิธิรวมน้ำใจคลองเตย ในปี พ.ศ. 2548
หน้าที่ราชการทหารอากาศ
น.อ.อนุดิษฐ์ เข้ารับราชการทหารอากาศ หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยได้รับมอบหมายในตำแหน่งหน้าที่ตามลำดับคือ เป็นนักบินในหน่วยบินไอพ่นขับไล่โจมตี สังกัดหน่วยบิน 1032 เมื่อปี 2535 เป็นผู้บังคับหน่วยบินไอพ่นขับไล่โจมตี สังกัดหน่วยบิน 1031 เมื่อปี 2539, เป็นหัวหน้าแผนกควบคุมการยุทธทางอากาศ เมื่อปี 2541>, เข้าร่วมเป็นฝ่ายเสนาธิการ ในกองฝึกผสม คอบร้าโกลด์ เมื่อปี 2542 และเป็นผู้บังคับฝูงบินขับไล่สกัดกั้นที่ 102 คนแรก ซึ่งเป็นฝูงบินที่ใช้เครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง แบบเอฟ-16 เอดีเอฟ เมื่อปี 2544
ปฏิบัติภารกิจสำคัญในต่างประเทศ คือ ไปปฏิบัติราชการตามโครงการปรับปรุงเครื่องแสดงผลการยุทธทางอากาศ (เอซีเอ็มไอ) ที่รัฐอิสราเอล, เป็นผู้บรรยายพิเศษแก่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทางอากาศแห่งชาติ ที่รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา, เป็นผู้บังคับฝูงบินผสม ในการฝึก "สปิน อัพ" ที่รัฐอริโซนา และผู้บังคับฝูงบินผสม ในการฝึก "เรดแฟลก 03" ที่รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา โดยทั้งสองครั้ง เป็นการฝึกด้วยเครื่องบินขับไล่แบบเอฟ-16 นอกประเทศครั้งแรกของกองทัพไทย



