ไลฟ์สไตล์

 จี้ศธ.ร่วมมีบทบาทขับเคลื่อนไทยสู่อาเซียน

จี้ศธ.ร่วมมีบทบาทขับเคลื่อนไทยสู่อาเซียน

28 ก.ย. 2554

เสวนาเตรียมความพร้อมสู่อาเซียน จี้ศธ.ร่วมมีบทบาทขับเคลื่อนไทยสู่อาเซียน แนะเร่งดูแลกลุ่มที่ยังด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษ

            คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวในการเสวนาวิชาการเรื่อง “ ทิศทางการศึกษาไทย : กับความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน “ ว่า  ถ้าเราต่อยอดจากสิ่งที่มี ประเทศไทยจะสามารถร่วมประชาคมอาเซียนได้อย่างไม่เป็นรองใคร เพราะฉะนั้น เพือให้ไทยเดินเข้าสู่ สังคมและโรงเรียนต้องช่วยเสริมในการต่อยอดสิ่งที่เราทำอยู่ 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนานวตกรรม 2. การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา และ 3. การสร้างเครือข่ายวิชาการ

           ในส่วนการต่อยอดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์นั้น จริง ๆ แล้วคนไทยไม่เป็นรองใครในเรื่องนี้  แต่อยู่ ๆ จะปล่อยให้อยู่ ๆ เกิดนวตกรรมขึ้นอีกคงเป็นไม่ไปได้ สับคมและโรงเรียยนจะต้องช่วยสร้างบรรยากาศส่งเสริมการคิดค้น พัฒนานวตกรรมใหม่  กระตุ้นให้เด็กกล้าลอง กล้าคิดอะไรแปลก ๆ  โดยไม่ตัดสินว่าผิด แต่ปัจจุบัน ยังไม่เป็นเช่นนั้น มีการเอาความคิดของครูไปตัดสินใตผลงานนักเรียน

           นอกจากนั้นจะต้องส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสสัมผัสความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมที่ประเทศไทยมีอยู่มากกว่าหลาย ๆ ประเทศ   ประเทศอิตาลียังส่งดีไซเนอร์ของตัวเองไปฝังตัวในชุมชนแออัดในอินเดีย เพื่อซึมซับวัตถุดิบต่าง ๆ เรียนรู้รสนิยมของผู้คน แต่เรากลับไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เด็กไปซึมซับกับสิ่งเหล่านี้ ทั้งๆ ที่เรามีวัฒนธรรมที่หลากหลาย  ขณะเดียวกัน โรงเรียนก็ต้องช่วยให้เด็กสามารถต่อยอดนวตกรรมเป็น และต้องฝึกให้มีความอดทน ร.ร.มักจะให้ความสำคัญกับตัวผลงานที่ออกมา แต่ไม่สนใจขบวนการในการพัฒนาชิ้นงาน ทั้งๆ ที่จริงแล้ว นักนวตกรรมต้องเผชิญกับความล้นเหลว อุปสรรคต่างๆ อยู่นานกว่าจะคิดค้รอะไรได้สำเร็ต เพราะครูต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้เด็กมีความอดทน และต้องฝึกให้เด็กต้องใช้เทคโนโลยีมาช่วยพัฒนานวตกรรมเป็นได้

           “ เรื่องการสร้างความเสมอภาคก็มีความสำคัญอย่างมาก จริงอยู่เราต้องการคนเก่งเพื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่จะปล่อยให้มีคนเก่งแค่ 30% แล้วที่เหลือยังด้อยโอกาสคงไม่ได้  เพราะฉะนั้น ต้องหาทางยกการศึกษาของคนทั้งชาติขึ้น ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้หญิงอายุ 25 ปีขึ้นไป ผู้หญิงที่อายุน้อยกว่านั้น ค่อนข้างได้รับความเสมอภาคทางการศึกษาได้รับพอสมควร แต่ผู้หญิงที่อายุเกิน 25 ปีนั้น ยังมีบางส่วนด้อยโอกาสทางการศึกษา  จากสถิติพบว่า  ประเทศไทยมีผู้หญิงอายุเกิน 25 ปีที่จบปริญญาร้อยละ 13 จัดอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ แต่อีกด้านไทยก็มีผู้หญิงอายุเกิน 25 ปี ที่ไม่จบมัธยมสูงกว่าเพื่อน 

           เพราะฉะนั้น ต้องเร่งเข้าไปพัฒนาผู้หญิงเหล่านี้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับกลุ่มลูกหลานแรงงานต่างด้าวที่จะมีมากขึ้นหลังเป็นประชาคมอาเซียน  เราสามารถอาศัยคนกลุ่มนี้เป็นสะพานเชื่อมสู่อาเซียน เรียนรู้เรื่องประเทศเพื่อนบ้านจากเด็กกลุ่มนี้ได้ รวมไปถึงการให้การศึกษากับคนไทยผลัดถิ่นด้วย และเราจะได้คนไทยกชุ่มนี้เป็นฑูตสร้างความเข้าใจอันดีต่อประเทศไทยในท้องถิ่นที่เขาไปทำงานอยู่ นอกจากนั้น เราต้องต่อยอดการสร้างเครือข่ายวิชาการด้วย  ความสัมพันธ์มนุษย์ต่อมนุษย์เป็นความสัมพันธ์ที่แน่นที่สุด สามารถนำมาซึ่งความร่วมมือต่างๆ อีกมากมาย “
           นายถาวร ชลัษเฐียร รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรม กล่าวว่า อีก 3 ปี เป็นประชาคมอาเซียน ต้องมีการเปิดเสรีการค้า การเงิน การลงทุนอย่างเต็มตัว แต่อันที่จริงแล้ว เราเปิดเสรีการค้ามาตั้งแต่ปี 2000  แล้ว  เพราะฉะนั้น ต้องเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ไว้รองรับ  ต้องเฉพาะการเพิ่มทักษะทางภาษาให้กับคนไทยซึ่งมีปัญหาเรื่องภษา   

           นายถาวร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีภาคเศรษฐกิจหลักอยู่   3 อย่างสำคัญที่หากไปได้ดีแล้วจะทำให้ประเทศอยู่รอดได้ และการศึกษาต้องเข้าไปเสริมความเข้มแข็งให้ อันดับแรกคือ ภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทยและหลายประเทศในอาเซียน  เราต้องเข้าพัฒนาภาคเกษตรกรรมและต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเกษตรกรรม 2.คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ปัจจุบัน เราผลิตรถยนต์ 1.8 ล้านคันต่อปี  ปีหน้าจะเพิ่มเป็น 2 ล้านคัน ทั้งที่ตามแผนแล้วไทยจะผลิต 2 ล้านคันในปี 2013 แต่มันมาเร็วกว่าที่วางแผนไว้ จะส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานขึ้น   ภาคการศึกษาต้อดูว่าจะรองรับอย่างไร และ 3 คือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประเทศไทยความสมบูรณ์ด้านแหล่งท่องเที่ยว แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างขาติกลับแพ้ประเทศมาเลเซียซึ่งครงอันดับ 1 ในภูมิภาคนี้  ทั้งๆที่แหล่งท่องเที่ยวไทยไม่มีอะไรแพ้เขา  เพราะฉะนั้น ต้องพัฒนาบุคคลากรในอุตสาหกรรมนี้ให้เป็นมืออาชีพ แล้วจะช่วยดึงคนเข้าประเทศได้มากขึ้น

           “ ปัญหาใหญ่ของการศึกษาไทย คือ หาครูดี ๆ ยาก เป็นเรื่องใหญ่ที่ ศธ.ต้องคิดแก้ปัญหา แต่ขณะนี้กลับไม่มีมหาวิทยาลัยที่สอนครูโดยตรง รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแจกแทปแล็ป ผมก็ไม่ค้าน แต่แทปเล็ตเป็นแค่เครื่องมือ ไม่สามารถใช้พัฒนาทัศนคติของคนให้ดีขึ้น  เด็กจะดีหรือไม่อยู่ที่ครู เพราะฉะนั้น อยากฝากให้มี มหาวิทยาลัยที่ผลิตครูแท้ๆ ผลิตครูจริง ๆ เราสูญเสียวิทยาลัยครู ดี ๆไป รวมถึงสูญเสียวิทยาลัยพาณิชย์ วิทยาลัยผลิตช่างดี ๆ  หันไปเน้นผลิตแรงงานระดับปริญญาตรี  ในที่สุดก็จะเกิดปัญหาแรงงาน ต้องดึงแรงงานต่างด้าวเข้ามาใช้ ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย “ นายถาวร กล่าว

           นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวว่า ไทยต้องเร่งส่งเริมการเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ไม่ว่าอาเซียนจะหารือไม่ก็ต้องส่งเสริม  อย่างไรก็ตาม  ข้อใหญ่ต้องดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่อาเซียน คือ การปฏิรูปครูไทย ให้อยู่กับเด็ก   ตอนนี้ครูไม่ค่อยอยู่กับเด็ก  2. เพื่อจะให้ครูอยู่กับเด็กได้ ต้องปฏิรูประบบการประเมินใหม่  ไม่อย่างนั้น ครูจะทิ้งเด็กไปอยู่กับการทำผลงานวิชาการ  หากแก้ปัญหาครูไม่ได้ ทุกอย่างที่เราฝันไว้ก็จบหมด 3.  ให้อำนาจจัดการศึกษาไปสู่ท้องถิ่น เพราะชุมชนจะรู้ว่า ควรให้ลูกหลานเรียนอะไร รู้วิธีดูแลครูในพื้นที่ รู้ว่า โรงเรียนต้องการอะไรที่แท้จริง รวมถึงต้องพัฒนาให้เด็กมีทักษะการอ่าน เขียน และมีนิสัยอดทน  ติดดิน

           นายสมพงษ์ จิตรระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า  ไม่มีทางที่ไทยจะมีความพร้อมในการเข้าสู่อาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้า  โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะด้านภาษาให้คนในประเทศ  เรายังขาดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ขณะที่เวียตนามประกาศอีก 7 ปีข้างหน้าคนในเวียตนามพูดภาษาอังกฤษได้  ขณะที่ความพร้อมของสถานศึกษาส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสอนภาษาก็ยังขาดแคลนอาจารย์

            “ จะต้องชำระประวัติศาสตร์ด้วย  เรามีอคติกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า เขมรมาก  ตอนนี้เราเกิดการกระแสคลั่งชาติมากจนนำไปสู่การเมืองในประเทศ ทำให้เกิดทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้านตลอด  เพราะฉะนั้น ศธ.ต้องเป็นแกนนำสร้างความรู้สึกว่า เราเป็นคนอาเซียนเหมือนกัน ปฏิบัติกับคนทุกชาติเท่าเทียมกัน อยู่ร่วมกันกับอย่างสันติ สมานฉันท์  อยู่กับแบบพึ่งพา  ไม่เอาเปรียบกัน  “ นายสมพงษ์ กล่าว