ไลฟ์สไตล์

อย่าประมาท "โรคหัวใจ"

อย่าประมาท "โรคหัวใจ"

28 ก.ย. 2554

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของโรคทั้งหมด เป็นอีกโรคหนึ่งที่ยากแก่การวินิจฉัยของแพทย์ ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ในลักษณะ “ฉุกเฉิน” มากขึ้น

 ที่น่าตกใจคือ ผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาขณะนี้ เฉลี่ยแล้วมีอายุระหว่าง 40 ปี เป็นส่วนใหญ่ และผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ ที่พบในปัจจุบันเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในกลุ่มโรคที่ไม่ติดต่อ สำหรับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป
 โรคนี้เป็นโรคของผู้มีอันจะกิน กินดีอยู่ดีเกินไป เป็นผู้ป่วยคนไทย 80% เป็นผู้ป่วยชาวต่างชาติ ได้แก่ อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ประมาณ 20% โรคหัวใจที่พบส่วนใหญ่ เป็นโรคหัวใจขาดเลือด (ISCHEMIC HEART DISEASE) เกิดจากผนังเส้นเลือดหัวใจหนา แข็งขาดความยืดหยุ่น และขนาดหลอดเลือดตีบเล็กลง ด้วยการอุดตันของไขมันที่เกาะอยู่ผนังเส้นเลือดหัวใจ จนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจ หรือเซลล์ในกล้ามเนื้อหัวใจได้ เกิดภาวะขาดเลือด หรือขาดออกซิเจน ส่วนใหญ่มักจะมีอาการเมื่อออกกำลังกาย เช่น กำลังตีกอล์ฟ กำลังเล่นฟุตบอล หรือเล่นฟิตเนส ฯลฯ หรือทำงานหนัก เครียด
 ผู้ป่วยจะมีอาการ เจ็บหน้าอก รู้สึกถูกบีบรัด แน่นอึดอัด ที่บริเวณหน้าอกไม่ต่ำกว่าสะดือ บางรายรู้สึกเหมือนกดทับ แสบร้อน จุกขึ้นคอ บางครั้งมีอาการปวดร้าวไปหัวไหล่ซ้าย หรือกราม 2 ครั้ง เหงือแตก อาจจะหมดสติหรือต้อง “ฟื้นหัวใจ” ให้กลับคืนมาก่อนส่งถึงมือแพทย์
 ดังนั้นการตรวจร่างกายและการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการจึงมีความจำเป็น เพื่อบอกถึงสภาพร่างกายว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจหรือไม่ เพื่อจะได้ป้องกันหรือรักษาได้อย่างถูกต้อง 
 การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการเพื่อบอกถึงความเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางหัวใจ มีดังนี้
 1.การตรวจเบาหวาน ในผู้ที่เป็นเบาหวาน ซึ่งจะมีน้ำตาลในเลือดสูง แต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น และบางส่วนจะถูกขับออกทางปัสสาวะ เมื่อเลือดมีปริมาณน้ำตาลมากขึ้น ทำให้เกิดการพอกตัวของสารต่างๆ ตรงบริเวณผนังหลอดเลือดได้ง่าย ทำให้เกิดสภาพเลือดแข็งตัว
 2.การตรวจไขมัน แบ่งออกเป็น
  2.1 ไตรกลีเซอร์ไรด์ เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่มีสภาพเป็นกลาง เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบนี้เข้าไป หรือเกิดจากร่างกายเปลี่ยนส่วนประกอบอย่างอื่นในอาหารให้เป็นสารนี้ได้ โดยเฉพาะอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท เช่น น้ำตาล
  2.2 คอเลสเตอรอล เมื่อร่างกายรับประทานอาหารที่มีไขมันมากเกินไป รวมถึงการรับประทานน้ำตาลมากจนเกินไป น้ำตาลจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน ทำให้เกิดภาวะของไขมันในเลือดเพิ่มมากขึ้น พอกพูนตามผนังหลอดเลือด จนขนาดหลอดเลือดลดลง เลือดที่ส่งไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญลดลง หรืออุดตัน ทำให้เกิดอาการเจ็บ เมื่อมีการออกแรง และถ้าขาดเลือดมากๆ ก็จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
  2.3 HIGH DENSITY LIPOPROTEN (HDL) เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งที่มักนิยมเรียกว่า ไขมันชนิดดี เนื่องจากทำหน้าที่กำจัดสารที่ไม่พึงปรารถนาที่มีอยู่ในหลอดเลือดแดง รวมทั้งป้องกันไม่ให้ไขมันทั้งชนิดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ ไปเกาะยังผนังหลอดเลือด ทำให้ช่วยป้องกันโรคทางหัวใจได้
  2.4 LOW DENSITY LIPOPROTEIN (LDL) เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งที่มักนิยม เรียกว่า ไขมันชนิดไม่ดี เนื่องจากทำหน้าที่ตรงข้ามกับ HDL คือจะกระตุ้นให้ไขมันทั้งชนิด คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ ไปเกาะตามผนังหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้ง่ายขึ้น
 จะเห็นได้ว่า ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางหัวใจ ควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
 เลิกและทำกิจวัตรบางอย่าง ง่ายๆ ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อง 3-4 ครั้ง ต่อสัปดาห์ งดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด ลดปริมาณไขมันในอาหาร หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ ลดน้ำตาลจากขนมหวาน
ศ.พิเศษ นพ.เศวต นนทกานันท์
ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ โทร.0-2361-2727