ไลฟ์สไตล์

'วาระการอ่านแห่งชาติ'หายไป

'วาระการอ่านแห่งชาติ'หายไป

27 ก.ย. 2554

'วาระการอ่านแห่งชาติ'หายไป คุ้มค่าหรือไม่ ได้'แท็บเล็ต'มาแทน โดย...ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ

        ข่าวร้อนข่าวเด็ดในแวดวงการศึกษา ขณะนี้คงหนีไม่พ้นนโยบายแจก One Tablet ให้นักเรียนชั้น ป.1 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล นั่งเป็นเจ้ากระทรวง ชูแนวคิดเทคโนโลยีส่งเสริมการศึกษา ทว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาหนาหู บ้างเห็นพ้องเชียร์สุดใจ บ้างคัดค้านสุดแรงต้าน ทันทีที่ "นสพ.คม ชัด ลึก" ทราบล่วงหน้าว่า วันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีวงเสวนาเรื่อง "วาระการอ่านแห่งชาติหายไป แต่ได้ One Tablet กลับมา" ไม่รอช้าที่จะติดตามความเคลื่อนไหวมารายงานให้แฟนๆ นักอ่านได้ได้ทราบกัน

        รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ในฐานะประธานดำเนินงานสวนดุสิตโพล บอกว่า สวนดุสิตโพลได้จัดทำสำรวจความคิดเห็นจากครู ผู้ปกครอง นักเรียนชั้น ป.1 และประชาชนทั่วไป จำนวน 809 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 2-12 กันยายน ที่ผ่านมา ประเด็นความคิดเห็นต่อ "โครงการแจกแท็บเล็ตและการรับรู้เรื่องวาระการอ่านแห่งชาติ"

        "ผลสำรวจปรากฏว่า ประชาชนร้อยละ 95.72 ต้องการให้รัฐบาลผลักดันเรื่อง "วาระการอ่านแห่งชาติ" ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ร้อยละ 80.22 เชื่อว่าแม้แท็บเล็ตจะเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่อาจก่อให้เกิดด้านลบ คือ สนใจการเรียนน้อยลง อีกทั้งยังกังวลเรื่องการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะครูและผู้ปกครองไม่สามารถดูแลหรือให้คำแนะนำได้การใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลา และร้อยละ 18.6 เห็นว่าเป็นการสูญเสียงบประมาณโดยไม่เกิดประโยชน์ และมีราคาแพง" รศ.ดร.สุขุม กล่าว

        นายวรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (นายก ส.พ.จ.ท.) บอกว่า นโยบายแจกแท็บเล็ตจะส่งผลให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวลดน้อยลด จากเมื่อก่อนเคยดูโทรทัศน์เครื่องเดียวกันทั้งบ้าน แต่ปัจจุบันครอบครัวหนึ่งจะมีโทรทัศน์ห้องใครห้องมัน ทำให้ไม่คุยกัน "ยิ่งแท็บเล็ตมีเครื่องมือให้เล่นหลายหลาย ดูทีวี เล่นเกม แชทกับเพื่อน เข้ามา ส่งผลให้เกิดช่องว่างตรงนี้ แต่ผมไม่ได้คัดค้านที่จะไม่เอาแท็บเล็ตนะ แต่ขอปรับนโยบายเป็นให้เด็กมัธยม 1 แทนได้ไหม เพราะเด็กป.1 ส่วนใหญ่ยังอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ จับใจความไม่ได้ ตีความประโยคไม่ได้ด้วยซ้ำ กลัวว่าถ้าแจกไปแล้วยิ่งเป็นการทำร้ายเด็ก แทนที่เด็กจะอ่านได้ เขียนออก ก็กลับเป็นว่าหนักว่าเดิมอีก"

        “การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้เด็กที่ยังขาดวุฒิภาวะและการควบคุมตนเอง จะมีแต่ทำให้สภาพแวดล้อมทางการศึกษาและสังคมย้ำแย่ลง เด็กอยู่กับตัวเองมากขึ้น ขาดการปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัวและคนรอบข้าง ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างพ่อแม่กับลูก ครูกับนักเรียน” นายก ส.พ.จ.ท. กล่าว

        รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) บอกว่า กว่า 2 แสนปีที่ผ่านมา มวลมนุษยชาติได้ให้ความสำคัญต่อการอ่านที่ออกเสียงแทนตัวอักษร เมื่อมีการอ่านต้องควบคู่กับการเขียน เพื่อเป็นการฝึกฝนจนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ถือปฏิบัติกันมารุ่นสู่รุ่น แต่เมื่อถึงยุคของรัฐบาลใหม่ที่พยายามจะตัดวงจรการเขียนออกจากกัน ด้วยการเอาแท็บเล็ตเข้ามาแทนที่

        “ผมเห็นปัญหาหลักๆ ที่จะเผชิญอยู่ 3 ข้อ คือ 1.วุฒิภาวะ หมายถึง นักเรียนที่จะใช้แท็บเล็ตได้ต้องอ่านหนังสือ เขียนเป็นและตีความได้ จึงจะสามารถต่อยอดได้ 2.การเข้าถึง หมายถึง การใช้แท็บเล็ตต้องใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ชุมชนที่ห่างไกล (ชนบท) เครือข่ายเข้าไม่ถึง เครื่องมือที่ได้มาก็เปล่าประโยชน์ เปลืองงบประมาน และ 3.เนื้อหา หมายถึง เนื้อหาที่บรรจุลงในแท็บเล็ต จะสามารถตอบโจทย์เหมือนหนังสือได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอีกมากมาย ทั้งการซ่อมบำรุง เด็กสมาธิสั้น วิกฤติผู้ผลิตหนังสือเรียน “ความจริงมีแนวทางที่จะใช้แท็บเล็ตให้ได้คุณค่ามากกว่านี้ หากตกอยู่ในมือผู้ที่มีอ่านออก เขียนได้”

        “ผมอยากให้รัฐบาลหันกลับมาทบทวน “วาระการอ่านแห่งชาติ” มากกว่าจะไปสนใจการแจกแท็บเล็ตมากกว่า จนลืมไปว่าการสร้างเสริมนิสัยรักการอ่านโดยใช้หนังสือเป็นเครื่องมือ และมีโรงเรียนกับห้องสมุดเป็นกลไกขับเคลื่อนเป็นส่วนสำคัญยิ่ง” รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าว

        ส่วน นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือ ครูหยุย เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวว่า โครงการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนชั้น ป.1 ไม่มีประโยชน์ เพราะแจกให้เด็กเล็กเกินไป อาจจะนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือมีคนอื่นแย่งไปใช้งาน และทำให้เด็กขาดการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานคือ หนังสือ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กมีความรู้และเสริมสร้างจินตนาการ ถ้าหากเด็กใช้เวลาอยู่กับเทคโนโลยีก็จะยิ่งทำให้เด็กอยู่ในโลกคนเดียว ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว รวมทั้งยังอาจส่งผลต่อระดับทักษะทางปัญญาและอารมณ์ด้อยลงไปอีกด้วย

        "ผมเคยคุยกับเด็ก ม.1 บางคนอ่านหนังสือออก แต่พอถามถึงความหมาย บอกว่าไม่รู้เรื่อง แล้วถ้าแจกให้ ป.1 มันจะไม่เจ๊งหมดเหรอ หากแจกให้พ่อแม่อันนี้มีประโยชน์แน่ๆ ความจริงการส่งเสริมการอ่านหนังสือให้เป็นวาระแห่งชาติไม่ยากเลย ขอเพียงมีหนังสือนิทานเล่มบาง เนื้อหาไม่มาก เหมือนที่เด็กในเมืองอ่าน กระจายให้ไปถึงเด็กๆ ตามชนบท เพราะเด็กบ้านนอกไม่มีหนังสือเล่มบางๆ สีสวยๆ มีแต่เล่มหนาๆ ที่ได้รับบริจาค" เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กกล่าวทิ้งท้าย