ไลฟ์สไตล์

 "เทอร์โมสแกน"สกัดหวัดเม็กซิกันได้จริงหรือ !

"เทอร์โมสแกน"สกัดหวัดเม็กซิกันได้จริงหรือ !

29 เม.ย. 2552

พลันที่ข่าวการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอช 1 เอ็น 1 ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 80 คน และผู้ป่วยติดเชื้อกว่า 1,000 ราย ในประเทศเม็กซิโก และบางส่วนของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค

รีบสั่งการเตรียมพร้อมติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิเทอร์โมสแกนเนอร์ ซึ่งเป็นเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิในร่างกาย บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติที่เชียงใหม่ ภูเก็ต และท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ

 จวบจน 9 โมงเช้า วันที่ 27 เมษายน เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิภายในสนามบินสุวรรณภูมิก็เริ่มทำงานเป็นครั้งแรก ตลอดทั้งวันเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิก็ยังไม่พบความผิดปกติใดๆ ของไวรัสร้ายที่อาจแอบแฝงมากับผู้โดยสารสายการบิน ที่จะเดินทางมายังประเทศไทย จนกระทั่งเที่ยงวันของวันที่ 28 เมษายน จึงตรวจพบเด็กอายุ 3 ขวบ ซึ่งมีอาการไข้ตั้งแต่บนเครื่องบิน

 อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันว่าการรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย จะใช้เวลา 3-4 วัน จึงจะแสดงอาการ หากมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในช่วงสุญญากาศของโรค เครื่องเทอร์โมสแกนเนอร์ก็จะไม่สามารถตรวจพบความร้อนจากร่างกายได้ !

 ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล แนะนำถึงมาตรการป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ผ่านสนามบินระหว่างประเทศว่า เมื่อร่างกายคนรับเชื้อไวรัสจะต้องใช้เวลาฟักตัวอยู่ในคนประมาณ 3-5 วัน หากร่างกายยังไม่ร้อนเครื่องก็ไม่แสดงผลอะไรออกมา ดังนั้นวิธีการจัดการที่ดีคือควรแจกเอกสารให้เฝ้าระวังโรค 14 วัน แก่ผู้โดยสารที่เดินทางมาจากเม็กซิโก อเมริกา หรือประเทศที่มีชายแดนติดกับสองประเทศนี้ เช่น แคนาดา หากมีไข้สูงก็ให้มารายงานตัวที่สถานพยาบาลที่ระบุในเอกสาร

 "เครื่องบินเป็นสถานที่แพร่เชื้อที่น่ากลัวสุด เพราะต้องนั่งอยู่ด้วยกันหลายชั่วโมง โดยไม่รู้ว่าใครมีเชื้ออะไรบ้าง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่กำลังระบาดนั้น คนไทยไม่ควรขึ้นเครื่องบินไปยังประเทศที่ระบุว่าเป็นพื้นที่แพร่เชื้อ เนื่องจากเชื้อโรคตัวนี้เป็นเชื้อที่ฉลาดมาก มีการเกาะติดผนังเนื้อเยื่อของมนุษย์ได้อย่างดี และแพร่พันธุ์เร็วมาก หากไม่จำเป็นเร่งด่วนจริงก็ควรหลีกเลี่ยงการนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศ" ศ.นพ.อมร เตือน

 ล่าสุด...โรคไข้หวัดเม็กซิโกคร่าชีวิตประชากรโลกไปแล้ว 149 ราย และมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 คน แล้วเครื่องเทอร์โมสแกนเนอร์ที่เปรียบเสมือน "ฮีโร่" คอยตรวจจับไวรัสร้ายที่แฝงอยู่ในร่างกายมนุษย์ จะมีประสิทธิภาพเพียงใด

 "ลิลิต ศิริทรัพย์จนันท์" เจ้าพนักงานสาธารณสุขประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อธิบายถึงส่วนประกอบของเครื่องเทอร์โมสแกนเนอร์ว่า ประกอบด้วยอุปกรณ์หลัก 2 ชิ้น ได้แก่ กล้องวิดีโอ โดยหน้ากล้องจะหันไปยังทิศทางที่นักท่องเที่ยวเดินผ่าน ทำหน้าที่ตรวจจับการแผ่รังสีความร้อนในร่างกายของผู้ที่เดินผ่านกล้อง และจอแสดงผล จะมีสายเชื่อมต่อจากกล้องวิดีโอ ทำการประมวลผลความร้อนที่ตรวจจับได้จากคนที่เดินผ่านกล้อง โดยหน้าจอจะบ่งบอกอุณหภูมิปกติของคนทั่วไป และอุณภูมิความร้อนของคนที่เดินผ่านกล้อง

 "35-36 องศาเซลเซียส" คือระดับอุณหภูมิที่ถูกปรับตั้งค่าไว้ในตัวเครื่องเทอร์โมสแกนเนอร์แต่ละเครื่อง โดยการคำนวณจากอุณหภูมิห้องและอุณหภูมิจากร่างกายของผู้โดยสาร ณ ขณะนั้น หากผู้ที่เดินผ่านเครื่องร่างกายมีความร้อนเกินกว่าอุณหภูมิที่ตั้งไว้ สายเชื่อมต่อจะส่งสัญญาณไปยังหน้าจอแสดงผล ปรากฏสีแดงที่ตัวของบุคคล ที่มีระดับความร้อนเกินกว่าค่าปกติ พร้อมกับมีเสียงดังติ๊ดๆ ๆ เกิดขึ้น โดยจะแสดงผลได้อย่างรวดเร็วเพียง 1-2 วินาที ส่วนคนที่ความร้อนในร่างกายเป็นปกติจะเป็นภาพขาวดำและสัญญาณเตือนก็จะไม่ดัง

 สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิจะมีเครื่องเทอร์โมสแกนเนอร์ 3 ตัว ติดตั้งอยู่บริเวณประตูทางออกผู้โดยสารขาเข้า สามารถตรวจจับคนที่เดินผ่านได้ครั้งละจำนวนมาก โดยไม่ต้องเดินเข้าแถวเรียงตรวจคนต่อคน ทำให้ไม่เสียเวลาในการตรวจ

 อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบผู้ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าที่เครื่องตั้งไว้ เจ้าหน้าที่จะเชิญไปตรวจร่างกายซ้ำด้วยเครื่องเอียร์เทอร์โมมิเตอร์ ซึ่งเป็นเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายจากช่องหู ซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทางที่เดินทางมาเป็นพื้นที่แพร่เชื้อหรือไม่ ถ้าผลยืนยันชัดเจนว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ก็จะชี้แจงให้นักท่องเที่ยวทราบ และเชิญไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นการเฉพาะต่อไป

 "ขณะนี้ได้เตรียมการรักษาไว้ที่ รพ.บำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อควบคุมไม่ให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อหากพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่" นพ.ไพจิตร วราชิต รองปลัด สธ. กล่าว

 ปัจจุบันกรมควบคุมโรคมีเทอร์โมสแกนเนอร์ทั้งหมด 5 เครื่อง นำไปติดตั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิ 3 เครื่อง ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ 1 เครื่อง และท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต 1 เครื่อง ซึ่งรองปลัด สธ.ยืนยันว่าเพียงพอต่อการควบคุมโรค โดยประสิทธิผลการทำงานของเครื่องจัดว่าดีมาก ที่ผ่านมา สธ.เคยใช้ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคซาร์สอย่างได้ผลมาแล้ว