ไลฟ์สไตล์

สนามเรื่องสั้น-สั้น:ฝนตก

สนามเรื่องสั้น-สั้น:ฝนตก

25 ก.ย. 2554

สนามเรื่องสั้น-สั้น : ฝนตก : โดย...มิ่งมนัสชน จังหาร

          ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ปวดแปลบๆ ที่กลางหลัง พยายามบิดตัวไล่อาการเมื่อยขบเท่าไรก็ไม่มีทีท่าว่าจะหาย จะข่มตาหลับต่อก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกระดิกนิดๆ หน่อยๆ เป็นให้ร้าวไปทั่วสรรพางค์ กระดูกกระเดี้ยวดังกรอบแกรบเหมือนประท้วงผู้เป็นเจ้าของ วันทั้งวันที่ผ่านมา พวกเราทั้งสำนักงานต้องปฏิบัติภารกิจในการทำความสะอาดห้องเอกสารและห้องเก็บของ แบกกระดาษเปียกน้ำเป็นปึกๆ กลิ่นตุๆ แสบจมูก บ้างมีปลวกกัดแทะ บ้างมีมดทำรังอยู่

          อีกทั้งครุภัณฑ์ต่างๆ ที่เสื่อมชำรุด คอมพิวเตอร์ เครื่องปริ๊นต์ของสำนักงาน อุปกรณ์หลากหลายเกินสาธยาย กว่าจะขนออกมาตรวจเช็ก มาทิ้ง มันของหมูๆ เสียที่ไหน เล่นเอาพวกเราหลายคนปวดหลังเคล็ดขัดยอกไปตามๆ กัน 

          งานวันทำความสะอาดใหญ่ หรือคำโก้ๆ ตามเอกสารที่แนบมาว่า บิ๊ก คลีนนิ่ง เดย์ เวียนมาเมื่อไร พวกเราต้องทำใจเมื่อนั้น กลับถึงบ้านต้องหายามานวดกันยกใหญ่ เหนื่อยก็เหนื่อย อยากนอนหลับพักผ่อนยาวๆ ก็อยาก แต่ติดตรงที่พอพลิกตัวแต่ละที เป็นต้องปวดแปลบสะดุ้งตื่นทุกครั้งไป ทำอย่างไรได้ แต่ละคนก็ล่วงวัยยกของหนักกันไปแล้ว เห็นจะมีแต่ผมคนเดียวกระมังที่ยังดูยังหนุ่มแน่นกว่าใครเพื่อน จึงกุลีกุจอช่วยคนนั้นคนนี้เสียยกใหญ่ ด้วยตระหนักว่างานยิ่งเสร็จเร็วเท่าไร ก็จะได้กลับบ้านเร็วเท่านั้น

          ฟ้าครึ้มทั้งวัน ตั้งเค้าว่าฝนห่าใหญ่จะเทลงมาในไม่ช้า แต่เหมือนถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า มีเพียงลมกระโชกพัดมาบ้างบางระยะ พี่ที่ทำงานคนหนึ่งหอบเอกสารออกมาจัดวาง บอกกับผมว่า “คืนนี้ฝนตกหนักแน่”

          ผมหรี่ตา กดดูเวลาหน้าจอโทรศัพท์ที่วางไว้ข้างหมอน ยังไม่เที่ยงคืน ข้างนอกห้องเหมือนได้ยินเสียงลมพัดฮือใหญ่ คงจะจริงอย่างที่พี่ที่ทำงานทำนายไว้ ข้างบนบ้านเสียงเดินตึงตังไปมา ผมเดาว่า ไม่แม่ก็น้องที่นอนไม่หลับ ต้องคอยสำรวจตรวจตราว่าเก็บผ้าหรือยัง ปิดหน้าต่างทุกบานหรือเปล่า รวมไปถึงภาวนาให้หลังคาสังกะสีบ้านเราไม่ปลิวไปกับแรงลม

          เสียงลมแรงขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ช้านาน ห่าฝนก็หล่นโครมกระทบหลังคาสังกะสีดังครืนใหญ่ ผมนอนอยู่ข้างล่าง เกือบเคลิ้มหลับไปกับเพลงสายฝน แต่เสียงใครสักคนวิ่งลงบันได จะนอนต่อก็ดูเอาเปรียบแม่และน้อง ลุกขึ้นเปิดประตูออกไป เห็นแม่วิ่งหอบเสื้อผ้ามาพาดไว้ที่ราวตากในร่ม พอแม่เห็นลูกชาย แม่ก็วานให้ช่วยทันที ผมวิ่งฝ่าฝนเม็ดหนาออกไป เม็ดฝนปะทะใบหน้าจนชา - ถ้าไม่ลุกออกจากเตียง ผมก็คงไม่รู้ว่าฝนตกหนักขนาดนี้ “แม่ลืมว่าตากผ้าไว้” แม่ตะโกนแข่งเสียงฝน
 “แล้วน้องล่ะ” ผมถาม “น้องไปออกค่ายไง” แม่บอก

          เมื่อเช้าน้องบอกผมก่อนไปทำงานว่า จะไปออกค่ายช่วยเหลือโรงเรียนที่ไหนสักแห่ง ผมก็ได้แต่พยักหน้าเออๆ ออๆ ไป เพราะตื่นสาย จึงลุกลี้ลุกลนออกไปทำงาน ได้ยินน้องตะโกนไล่หลังบอกว่า “วันนี้ห้ามเถลไถลไปไหนเป็นอันขาด อยู่บ้านเป็นเพื่อนแม่ด้วย วันนี้เหมือนฝนจะตกหนัก”

          วันไหนฝนตกหนัก บ้านเราที่มีสมาชิกเพียงสามคนมีเรื่องให้ทำเยอะ และผู้ชายคนเดียวในบ้านอย่างผมก็หนีไม่พ้นการวิดน้ำออกจากโอ่งก่อนที่มันจะท่วมล้นเข้ามาในตัวบ้าน เซาะร่องที่ทำให้น้ำขัง ทำทางระบายน้ำ ส่วนแม่กับน้องจะคอยหากะละมังมารองน้ำที่หยดจากรูรั่วของหลังคาสังกะสี น้องรู้ดีว่าหากผมเกเรออกไปเอ้อระเหยที่ไหน หน้าที่แบบนี้ก็คงตกไปที่แม่และเธอ การก้มลงวิดน้ำออกจากโอ่ง ไม่ต้องบอกเลยว่าปวดหลัง ปวดเอวขนาดไหน

          คืนนี้ก็เป็นหน้าที่ผมอีกเช่นกัน พอช่วยแม่เก็บเสื้อผ้าเข้ามาหมดแล้ว ฝนตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา
 ผมหอบร่างกายผุพังจากการงานในตอนกลางวัน ถือถังใบใหญ่วิดน้ำออกจากโอ่ง กัดฟันสู้กับความปวดแปลบตามร่างกาย ถ้าผมไม่ทำ แล้วใครจะทำ ครอบครัวของเราก็มีกันอยู่แค่นี้ พ่อจากไป ผมก็เหมือนหัวหน้าครอบครัว อะไรพอทำได้ก็ทำ อะไรพอทนได้ ผมก็ต้องทน ส่งเสียน้องให้จบ ดูแลแม่ให้ดี รถคันหรู หรือบ้านหลังใหม่ ไม่เคยมีอยู่ในความใฝ่ฝัน

          เสียงสังกะสีพะเยิบขึ้น-ลง พัดตีกระทบส่งเสียงดัง ผมเหลือบมองแม่ที่กำลังมองดูสังกะสีที่มีโอกาสจะหลุดปลิวไปตามแรงลม ใบหน้าของแม่ เหมือนภาวนาให้ฝนซาลง แต่ตรงกันข้าม ลมยิ่งพัดแรง ท้องฟ้าหลั่งน้ำตาคล้ายปล่อยความเศร้าเสียใจที่อัดแน่นมายาวนาน ลมพัดสังกะสีเสียงดังจนน่ากลัว เหมือนมีมือยักษ์ทุบหลังคาบ้านเราโครมครามด้วยความโกรธ ผมออกแรงวิดน้ำออกจากโอ่งที่เพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว แม่ตะโกนบอกผมขณะที่มือจับจอบกำลังเตรียมไปเซาะร่องระบายน้ำ

          “สังกะสีบนบ้านเราจะหลุดแล้ว” แม่บอก “ยังไม่หลุดหรอกแม่” ผมได้แต่พูดปลอบใจ ครั้นจะให้ผมถือเครื่องมือปีนขึ้นไปตอกตะปู หรือยารอยรั่วนั้น ก็ดูจะไม่เอาการเอางานกับเรื่องพรรค์นี้ งานภาคพื้นดินท่าจะเหมาะกับผมที่สุดแล้ว “เอาน่าแม่ พรุ่งนี้ค่อยให้ช่างเขามาซ่อม คงไม่แพงหรอก” ผมบอกแม่ให้สบายใจ แม่ยิ้มๆ เมื่อผมบอกอย่างนั้น - นั่นหมายความว่า รายจ่ายในการซ่อมบำรุงนั้น เป็นผมที่ต้องรับผิดชอบ

          รุ่งเช้า ผมเมื่อยไปทั้งตัว วิดน้ำทั้งคืน วิ่งไปช่วยแม่เซาะร่องระบายน้ำ ดูต้นไม้และสวนครัวข้างรั้วที่ถูกลมพัดระเนระนาด ตามข่าวบอกว่าพายุเข้า ผมไม่ได้ฟังข่าว จึงต้องปล่อยเลยตามเลย แต่ถึงรู้ ก็ใช่ว่าจะรับมือได้ บางทีคำว่าตามเวรตามกรรม ก็ทำให้เราเข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง ก่อนออกจากบ้าน แม่บอกว่าวันนี้จะโทรเรียกช่างให้มาซ่อมหลังคา แม่มองตาผม จ้องนิ่ง เหมือนทวงสัญญาอะไรบางอย่าง แกยิ้มออกมาได้ก็ตอนที่ผมยื่นแบงก์สีม่วงให้ ถึงที่ทำงานผมไม่เป็นอันทำอะไรเลย เมื่อยขบไปทั้งตัว อีกทั้งง่วงนอนเพิ่มขึ้นหลังจากทานข้าวเที่ยง อาการไม่ดีจึงขอลาหัวหน้ากลับก่อน

          เดินเข้าบ้าน ได้ยินเสียงคนไต่ไปมาอยู่บนหลังคา แม่ออกมานั่งที่ม้าหินอ่อนที่ลานหญ้า ผมถามแม่ว่าช่างมาซ่อมหลังคาให้แล้วเหรอ แม่บอกว่า “ไม่มีใครเขาขึ้นไปซ่อมหลังคาสังกะสีกันแล้ว มันอันตรายและไม่คุ้ม มีก็แต่ตาคนนั้นแหละ” แม่ชี้ให้ดู ขณะที่แกกำลังไต่บันไดลงมา “ไม่รู้แกมาจากไหน ไอ้อ๊อดหน้าปากซอยบอกว่าแกตระเวนซ่อมหลังคาตามหมู่บ้านต่างๆ แกคิดแค่บ้านละร้อย แม่เห็นว่าถูก แล้วพอดีกับแถวนี้ไม่มีช่างซ่อมหลังคาแล้ว”

          ผมมองดูชายที่ไต่บันไดลงมาจากหลังคา ผมสีดอกเลานั้นก็พอคาดเดาว่า แกน่าจะอายุอานามไม่น้อยแล้ว ยิ่งเดินมาใกล้ เห็นรอยยับย่นบนใบหน้ายิ่งบ่งบอกถึงความกร้านประสบการณ์อย่างไม่ต้องสงสัย “เรียบร้อยแล้ว อาจารย์” ชายชราพูดกับผม แกเรียกผมว่าอาจารย์เสียจนผมอดยิ้มเขินๆ ไม่ได้ ทั้งที่จริงแล้วผมไม่ใช่ผู้มีความรู้อะไรขนาดนั้น “ผมไม่ใช่อาจงอาจารย์อะไรหรอกครับ” ผมยิ้มให้แก นาทีนั้น แม่เลี่ยงออกไปหาน้ำมาให้ชายชรา “หลังคาเป็นอย่างไรบ้างครับ” ผมรีบถาม “อีกนิดก็จะปลิวแล้วนะอาจารย์” แกยังเรียกผม อาจารย์ เหมือนเดิม “ซ่อมแล้วมันจะอยู่ได้นานไหมครับ ผมกลัวว่าเวลาพายุฝนมาอีก มันจะเป็นแบบเดิม”

          แกยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบ “อาจารย์ หลังคาสังกะสีอย่างนี้ พายุฝนแรงๆ มาอีก มันก็ต้องกร่อนต้องสึกเป็นธรรมดา แต่ตาก็ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว ตรวจดูสังกะสีแผ่นอื่นๆ ให้ด้วย ตาไม่อยากให้ฝนรั่วเข้าบ้านใครหรอก ตารู้ว่าทุกคนก็ต้องกังวลเป็นธรรมดา บ้านใคร ใครก็รัก ไม่อยากให้เปียกปอนหรอก จริงไหม” ชายชราว่า แววตาจริงใจ “บ้านตา คงไม่มีทางที่หลังคาจะรั่วสิ” ผมพูดเย้าแก “โอ๊ย....ตาไม่มีบ้านหรอก ตระเวนมันไปทุกบ้านแหละ ค่ำมาก็หานอนวัด รถเก่าๆ คันนั้นมันไปมาทุกที่แล้ว” ชายชราชี้ไปที่มอเตอร์ไซค์ที่อยู่นอกรั้ว “หน้าฝนก็รับซ่อมหลังคา หากินกับอาการผุๆ พังๆ ของบ้านคนอื่นเขา หน้าอื่นๆ ก็รับจ้างนั่นนี่ไป ซ่อมรองเท้าบ้าง ลับมีดบ้าง ย้อมผ้าบ้าง มีอะไรก็ทำไปหมดนั่นแหละ” ผมมองลึกลงไปในดวงตาจริงจังคู่นั้น “เดี๋ยวตาต้องรีบไปซ่อมหลังคาให้อีกบ้านนะ มันจะมืดจะค่ำเสียก่อน”

          ยังไม่ทันที่แม่จะเอาน้ำออกมาให้แกดื่ม ตาแกก็เก็บเครื่องไม้เครื่องมือลงในย่าม ผมเดินออกมาส่งแก พร้อมกับล้วงเอาแบงก์สองใบยื่นให้ แกรับไปเพียงใบเดียว ก่อนจะระบายยิ้มทั่วใบหน้า หันหลังเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์ชรา ผมนิ่งค้าง เหมือนถูกสะกด ในมือมีแบงก์หนึ่งใบที่แกไม่เอา “อีกนานนู่นแหละอาจารย์กว่ามันจะรั่วอีก” แกสตาร์ทรถเสียงแสบแก้วหู ค่อยๆ แล่นห่างออกไปจนลับสายตา
 ผมหันไปมองหลังคา อยากให้ค่ำคืนนี้ฝนตกหนักๆ

......................

(สนามเรื่องสั้น-สั้น : ฝนตก : โดย...มิ่งมนัสชน จังหาร)