
'โลซิน'สวรรค์ใต้น้ำที่ปลายด้ามขวานทอง
ชวนเที่ยว : 'โลซิน'สวรรค์ใต้น้ำที่ปลายด้ามขวานทอง โดย...เรื่อง/ภาพ : ธัชดล ปัญญาพานิชกุล
หากเอ่ยถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ข่าวสถานการณ์สะเทือนใจจากฝีมือของผู้ก่อการร้ายอาจทำให้หลายคนคิดไม่ออกว่าปลายด้ามขวานทองของไทยนั้นสวยงามน่าอยู่ถึงเพียงไหน ที่สำคัญหลายคนอาจไม่รู้เลยสักนิดว่า โลกใต้น้ำของด้ามขวานด้ามนี้นั้นงดงามน่าพิสมัยไม่แพ้ที่ใดในโลก!
“เกาะโลซิน” คือเกาะหินปูนที่มีกองหินโผล่น้ำ ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ราว 72 กิโลเมตร ห่างจากชายฝั่งนราธิวาสไปทางตะวันออก 106 กิโลเมตร และห่างจากท่าเรือสงขลาราว 180 กิโลเมตร ซึ่งในสมัยที่เหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงสงบสุข ไม่มีเรื่องราววุ่นวาย เรือบริการดำน้ำก็จะรับนักดำน้ำออกจากท่าเรือที่ปัตตานี หรือท่าเรือที่นราธิวาส เพราะจากที่นั่นจะใช้เวลาราว 5-6 ชั่วโมงก็จะถึงเกาะโลซิน แต่เมื่อมีปัญหาความไม่สงบเกิดขึ้น เรือทัวร์ที่จะพานักท่องเที่ยวไปดำน้ำ จึงต้องเปลี่ยนสถานที่รับส่งนักท่องเที่ยวใหม่ เป็นที่ท่าเรือสงขลา ซึ่งผู้ที่จะเดินทางไปดำน้ำที่นี่ ต้องซื้อทัวร์ไปเป็นหมู่คณะ ไม่มีประเภทวอล์กอินเหมือนซื้อทัวร์ไปดำน้ำตามหมู่เกาะใกล้ฝั่งไทย
เกาะโลซิน แม้จะเป็นแค่กองหินที่โผล่พ้นน้ำ แต่ถือว่าเป็นเกาะสำคัญที่สุด (ตามอนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ.1958) เพราะเป็นอาณาเขตสุดท้ายของประเทศไทยในน่านน้ำทะเล ที่ทำให้มาเลเซียไม่สามารถอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่น่านน้ำรอยต่อที่มีปัญหาทับซ้อนกันได้ ซึ่งสุดท้ายก็ยอมตกลงให้พื้นที่รอยต่อน่านน้ำเป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกัน หรือ JDA ในการประชุมที่เชียงใหม่ เมื่อปี 2521 โดยตั้งองค์กรขึ้นมาบริหารจัดการร่วมกัน แล้วแบ่งผลประโยชน์ที่ได้คนละครึ่ง และเกาะโลซินนี่เองทำให้ไทยได้ประโยชน์จากแหล่งก๊าซธรรมชาติที่อยู่ใกล้ชิดติดเขตแดนมาเลเซียไปด้วย (ข้อมูล : วินิจ รังผึ้ง)
นอกจากจะมีประภาคารไฟเป็นสัญลักษณ์และเป็นจุดสังเกตให้เรือเดินทะเลแล้ว เกาะแห่งนี้ยังเป็นแหล่งปะการังที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ลึกลงไปใต้ผืนน้ำทะเลสีฟ้าครามแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยฝูงปลาน้อยใหญ่นานาพันธุ์
กองหินด้านล่างของโลซินคือ แนวปะการังแข็ง ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทอดยาวเป็นผืนไกลสุดตา อีกทั้งยังมีปะการังอ่อนคอยแทรกตัวอยู่ตามกองปะการังโขด และปะการังโต๊ะอีกมากมาย ซึ่งปะการังนานาชนิดเหล่านี้นี่เองที่เหล่าพันธุ์ปลามากมาย อย่างเช่น กะมง สากยักษ์ ข้างเหลือง ใช้อยู่อาศัยเสมือนดั่งวิมานของสัตว์ทะเลก็ไม่ปาน
แม้แต่แพลงก์ตอน สาหร่ายเซลล์เดียวที่ลอยละล่องไปตามกระแสน้ำซึ่งถือเป็นอาหารจานโปรดสุดโอชะของปลาใหญ่มังสวิรัติอย่าง ฉลามวาฬ หรือกระเบนราหู (Manta Ray) ก็ยังอาศัยปะการังเป็นบ้านของตัวเอง จึงไม่น่าแปลกใจสักนิดหากโลกใต้ทะเล ณ ปลายด้ามขวานแห่งนี้จะเป็น แหล่งดำน้ำลึก(Scuba) ยอดฮิตอีกแห่งหนึ่งของเหล่านักดำน้ำผู้หลงใหลโลกใต้สมุทร โดยเฉพาะในช่วงฤดูไร้มรสุมบรรดานักดำน้ำจะพากันแวะเวียนว่ายวนกันมาดำน้ำเพื่อสัมผัสความงดงามของปะการัง และฉลามวาฬอยู่เป็นประจำ
เสียงตูมตามจากการกระโดดลงน้ำทะเลคือจุดเริ่มต้นเรื่องราวของความสวยงาม เมื่อสองเท้าค่อยๆ แหวกว่ายพาร่างกายดำดิ่งลงสู่ใต้ท้องทะเล เหล่าปะการังแข็งเบียดเสียดเรียงรายอยู่อย่างหนาแน่นค่อยๆ เคลื่อนผ่านสู่สายตาอย่างมิอาจหาจุดจบได้
ฝูงปลาการ์ตูน สีสันสดใสซุกตัวอยู่กับกอดอกไม้ทะเล เป็นภาพที่ชวนให้เพลิดเพลินใจอยู่ได้แทบจะตลอดระยะของการแหวกว่ายอยู่ภายใต้ท้องทะเล ความสุขของชีวิตใต้ผืนน้ำสีครามด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายให้พลิ้วไหว ไหลไปตามสายน้ำอย่างอิสระนั้นคงไม่มีสิ่งใดวิเศษไปกว่าการได้ชื่นชมฝูงปลาสากน้ำดอกไม้ และฝูงปลากะมงที่จับกลุ่มกันแหวกว่ายไหลเวียนไปในทิศทางเดียวกัน บางฝูงพร้อมใจกันเคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง หากแต่บางฝูงกลับล้อเล่นกันว่ายวนเวียนหมุนเป็นวงกลมชวนให้ผู้ชมตกอยู่ในภวังค์แห่งความรื่นรมย์ได้ไม่น้อย
แต่คงไม่มีสัญญาณใดในโลกใต้น้ำที่จะสร้างความตื่นเต้นระคนดีใจได้มากไปกว่าการส่งเสียงเคาะหลอดอากาศลั่นระรัวจากผู้นำกลุ่มการดำน้ำ พร้อมส่งภาษากายโบกไม้ชี้มือไปที่เจ้าปลาปากกว้างลายจุดหน้าตาประหลาดตัวเขื่องอย่าง “ฉลามวาฬ” พี่ใหญ่ใจดีแห่งท้องทะเล ที่เคลื่อนตัวเป็นเงาดำทะมึนคล้ายก้อนเมฆซึ่งค่อยๆ เคลื่อนตัวมาบดบังแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาจากผิวน้ำ
ไม่ว่าจะเป็นนักดำน้ำมือเก่าเจนสนาม หรือมือใหม่ป้ายแดง อาการของความตื่นเต้นตระหนกตกใจกับการมาของเจ้าฉลามยักษ์มังสวิรัติซึ่งถือเป็นตำนานสัตว์ในเทพนิยายแห่งโลกใต้น้ำก็ดูว่าคงจะไม่มีใครมากน้อยไปกว่ากันสักเท่าไรนัก
ทุกคนจะพากันติดตามชมภาพการว่ายเวียนวนของพี่ใหญ่ใจดีแห่งท้องทะเล ที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างพลิ้วไหวพร้อมกับเผยอปากออกเป็นวงกว้างกวาดต้อนฝูงแพลงก์ตอนเข้าสู่ร่างกายไม่ต่างจากท่อสูบน้ำอย่างไรอย่างนั้น
นอกจากปลาเล็กปลาน้อยอย่างเหาฉลามที่จะคอยเวียนว่ายเกาะไปตามลำตัวของฉลามวาฬไปทุกทิศทุกทางแล้ว บรรดาสมาชิกนักดำน้ำเองก็ต่างยินยอมพร้อมใจปวารณาตนแหวกว่ายไหลไปตามเจ้าฉลามลายจุดตัวเขื่องอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อสัญญาณของอากาศในหลอดบ่งชี้ให้รู้ว่าถึงเวลาของการบอกลาโลกแห่งสรวงสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำสีคราม ทุกคนต่างพาตัวเองกลับขึ้นสู่ผิวน้ำด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม เสียงเฮฮาพาโลที่เก็บกลั้นความตื่นเต้นไว้เมื่อครั้งยังอยู่ใต้ท้องทะเลดังระงมไปทั่วมหาสมุทร
ผมเป็นคนหนึ่งที่ตกหลุมรักสรวงสวรรค์ใต้ท้องทะเลอย่างหมดหัวใจและมีโอกาสได้มาเยี่ยมเยียนโลกแห่งความสุขใต้น้ำสีฟ้าคราม ณ เกาะหินปูนกองหินที่ได้ชื่อว่า “โลซิน” แห่งนี้อยู่หลายครั้งหลายครา
ภาพเดิมๆ ของแนวปะการัง เหล่าฝูงปลาทะเลน้อยใหญ่แหวกว่ายเวียนวนที่อาจไม่แตกต่างกัน ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายแต่กลับเป็นเสน่ห์ที่ไม่มีวันเลือนหายไปจากความทรงจำที่คนรักทะเลเช่นผม จะต้องหาโอกาสกลับมาเยือนเพื่อนๆ ในโลกใต้น้ำ ที่เกาะแห่งนี้ตราบเท่าที่จะมีออกซิเจนบรรจุใส่ถังให้ผมลงไปดำผุดดำว่าย เพราะคงไม่มีภาพความทรงจำใดประทับใจเท่าการได้มาประจักษ์ด้วยสายตาตัวเอง



