
จากปักกิ่งสู่ซานตง
จากปักกิ่งสู่ซานตง นั่งรถไฟด่วนย้อนอดีต 2,000 ปีขงจื้อ โดย...http://www.oknation.net/blog/vickie
ถึงคราวต้องเดินทางกระเป๋าลาก ที่นานๆ จะเกิดขึ้นกับตัวเองสักครั้ง แม้ไม่ใช่เมืองที่ฉันตั้งเป้าไว้ว่าจะไปให้ได้เสียที แต่ชื่อของ "กรุงปักกิ่ง" เมื่อบวกกับชื่อของ "มณฑลซานตง" แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ภาพความสะดวกสบายและรถติดของเมืองหลวง กับภาพความเป็นชนบทของต่างมณฑล ก็ทำให้ฉันตื่นเต้นได้ไม่แพ้กัน
วันที่ไปถึง แค่ขึ้นรถเดินทางเข้าที่พัก ก็เจอกับสายฝนโปรยปราย ซึ่งไกด์บอกว่า ปักกิ่งเป็นเมืองที่มีฝนตกน้อยมาก แค่ปีละ 10 วัน ถือเสียว่าโชคดีแล้วกัน สภาพหนึ่งที่เกิดขึ้นแม้ไม่ใช่วันฝนตกคือรถติด อย่าคิดว่าเป็นเฉพาะที่กรุงเทพฯ จริงๆ แล้วเมืองใหญ่ๆ ที่ไหนก็รถติดกันทั้งนั้น แถมที่จีนเคยเกิดปัญหารถติดชนิดข้ามหลายวันหลายคืนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกมาแล้วระหว่างที่มีการทำถนน แต่ก็โชคดีอีกนั่นแหละ วันที่ฉันไปรถติดแค่พอได้บรรยากาศ
วันแรกที่ไปถึงก่อนจะเดินทางต่อไปมณฑลซานตง เราชักชวนกันไปเดินถนนคนเดิน "หวังฝู่จิ่ง" ที่อยู่กลางกรุงปักกิ่ง เป็นย่านร้านค้าแบรนด์เนมสารพัดยี่ห้อ และตรอกซอยที่ขายอาหารและของที่ระลึก ใครชอบต่อราคามาซื้อที่นี่ รับรองได้ว่าแค่เอ่ยถาม ก็ต้องลงมือต่อกันทีเดียว เพราะแม่ค้าจะไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ พูดคนละภาษาก็เข้าใจ เพราะทั้งหมดกดที่เครื่องคิดเลขส่งกันไปมา
หรือใครอยากชิมอาหารแปลกๆ ก็ต้องมาลองที่ซอยนี้ดู โดยเฉพาะที่เห็นเสียบไม้รอย่าง มีทั้งแมงป่อง ปลาดาว และม้าน้ำ สนนราคาตามขนาดตั้งแต่ 10 หยวนไปจนถึง 25 หยวน(เท่าที่เห็นป้ายแปะไว้) หอยเม่นก็มี หรือจะอาหารขึ้นชื่อทั่วๆ ไป ประเภทของทอดของปิ้ง ผลไม้เคลือบน้ำตาลเสียบไม้หน้าตาน่ากิน หรือจะบะหมี่สารพัดชนิด แต่ต้องดูเวลาด้วยนะ เพราะถ้าถึงเวลา 4 ทุ่มปุ๊บ ร้านค้าจะปิดกันทันที
เราเดินกันจนเกือบได้เวลาปิด ถึงได้กลับเข้าที่พักที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ พักผ่อนเก็บแรงไว้ เพราะพรุ่งนี้เรามีนัดแต่เช้า ขึ้นรถไฟความเร็วสูงสายใหม่ ไปมณฑลซานตง เพื่อเยือนถิ่นขงจื้อ
หลังมีข่าวจากประเทศจีน เปิดตัวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายใหม่ ที่มีความเร็วสูงสุดถึง 350 กม.ต่อ ชม. โด่งดังไปทั่วโลก วันนี้ฉันมีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้ใช้บริการมากหน้าหลายตา ที่ส่วนใหญ่ดูแล้วก็น่าจะเป็นชาวจีนซะส่วนใหญ่ แม้ภาษาจีนของฉันไม่กระดิกหูเอาเสียเลย แต่ก็ได้รู้จากการบอกเล่าของไกด์กิตติมศักดิ์ จากอาศรมสยาม-จีนวิทยา ซึ่งสนับสนุนโดยซีพีออลล์ ที่พาฉันไปทัวร์ครั้งนี้ กับไกด์สาวไทยที่ไปเสียดุลให้หนุ่มจีน
แวบแรกที่เห็นสถานีรถไฟความเร็วสูงในกรุงปักกิ่ง ซึ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ฉันกลับนึกถึงหัวลำโพงบ้านเรา ทั้งที่ดูจะแตกต่างกันลิบลับ ทั้งขนาดความใหญ่โต โอ่โถง และความทันสมัย รวมถึงการตรวจตราความปลอดภัย หากแต่สิ่งที่คล้ายกัน น่าจะเป็นภาพชีวิตของผู้คนที่มารอขึ้นรถไฟ พร้อมกับกองข้าวของ บ้างนั่งกินบะหมี่ถ้วย บ้างก็ถ่ายรูปกันสนุกสนาน เหมือนกลุ่มฉันนี่แหละ ที่ไปในฐานะนักท่องเที่ยว
ระยะทางจากปักกิ่งถึงปลายทางที่ไปลง คือสถานีชวี่ฟู่ มณฑลซานตง ระยะทาง 533 กม.ค่าโดยสาร 245 หยวน (1 หยวน=5บาท) แต่ด้วยความเร็วของรถไฟ ที่แม้รัฐบาลจีนจะสั่งปรับลดความเร็ว หลังเกิดอุบัติเหตุกับรถไฟด่วน(สายเดิม) เราก็ใช้เวลาไปแค่ 2 ชั่วโมงกว่าๆ กับหนึ่งความประทับใจในความตรงต่อเวลา และความเรียบกริ๊บของรถไฟ ที่วางของไว้บนโต๊ะแทบจะไม่กระดิก แม้ช่วงเวลาที่รถแล่นด้วยความเร็วแตะ 300 กม.ต่อชม.
ถึงชวี่ฟู เป็นสถานีที่อยู่กลางทาง รถจะจอดไม่นาน สถานีนี้ คนไม่พลุกพล่าน ห้องน้ำสะอาดใช้ได้ ประตูปิดมิดชิด แถมเป็นระบบเซ็นเซอร์ราดน้ำอัตโนมัติ ผิดกับที่เคยได้ยินมา แต่...ยังไม่ได้ลองเข้าห้องน้ำแบบสาธารณะตามข้างถนน
ลงจากรถไฟด่วน ต่อรถเข้าไปในเมืองเพื่อไปบ้านขงจื้อ แต่รถไปส่งได้นิดเดียวก็ต้องลงเปลี่ยนไปใช้รถท้องถิ่น หลังจากที่เดินทะลุตลาดใต้ดินไปโผล่อีกฝั่งหนึ่งของเมือง เหมือนทะลุมิติ
แน่นอนว่า มาที่เมืองนี้ ก็ต้องมาสถานที่ที่ชาวจีนเรียกว่า "สามข่ง" คือ "วัดขงจื่อ" "คฤหาสน์ตระกูลข่ง"และ"สุสานขงจื่อ" สองข้างทางก่อนจะเดินเข้าไปที่วัดและคฤหาสน์ มีร้านขายของที่ระลึกไปตลอดแนว สินค้าส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับขงจื้อ
ขงจื้อ หรือภาษาจีนกลางเรียก "ขงจื่อ" หรือมีเรียกกันหลายชื่อ เช่น ขงฟู่จื่อ ข่งชิว เกิดเมื่อ 551 ปีก่อน ค.ศ. - 479 ปีก่อน ค.ศ. ไกด์ที่เมืองซานตงเล่าให้ฟังว่า ขงจื้อเป็นบุรุษที่มีรูปชั่ว 7 ประการแต่เมื่อรวมกันเป็นขงจื้อแล้ว ถือเป็นสุดยอด ขงจื้อเป็นยอดนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน คำสอนของขงจื๊อนั้น ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ หลักปรัชญาของขงจื๊อ จะเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัว และศีลธรรมในการปกครอง ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคม และความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ
จากประตูทางเข้า ไปถึงด้านใน บอกเล่าได้ถึงอายุของสถานที่ ที่มีมาไม่น้อยกว่าพันปี และมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ ชนิดเดินกันเมื่อย เพราะรวมสถานที่ทั้งที่เป็นบ้านพัก รวมถึง ที่ทำงาน ขณะที่สุสานขงจื้อ (ตระกูลขง) จะอยู่ไกลออกไป (ขนาดว่านั่งรถไปแล้ว ยังเดินเข้าไปไม่ไหว)
วัดขงจื้อ สร้างขึ้นเมื่อ 478 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นปีที่สองที่ขงจื้อถึงแก่อสัญกรรม เป็น "ศาลเจ้าขนาดใหญ่ในยุคโบราณของจีน" เป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีเซ่นไหว้ขนาดใหญ่ที่สุดของจีน แต่เดิมเป็นบ้านขงจื้อมีแค่ 3 ห้อง แต่บูรณะต่อเติมขึ้นใหม่ในยุคสมัยต่างๆ จนขยายเป็นกลุ่มสถาปัตยกรรมประกอบด้วยอาคารกว่า 100 หลังในปัจจุบัน แยกเป็นห้องต่างๆ เกือบ 500 ห้อง รวมพื้นที่ 95,000 ตารางเมตร
ที่เด่นสุด คือ ตำหนักต้าเฉิง ซึ่งเป็นสถานที่ที่จักรพรรดิในรัชสมัยต่างๆ เสด็จพระราชดำเนินไปสักการะขงจื้อ ทุกวันนี้ใครไปที่นี่ก็จะจุดธูปไหว้ขงจื้อ ที่ด้านหน้าตำหนัก นอกจากนี้ยังมีเสาหินอ่อนที่แกะสลักมังกรบินแสดงท่วงท่าองอาจผงาดรอบเสาทั้งหมด 10 เสาฝีมือประณีต ชนิดที่พูดกันว่า แม้เสาหินอ่อนในพระราชวังของกรุงปักกิ่งก็ยังสู้ฝีมือการแกะสลักของที่นี่ไม่ได้เลย
ส่วนคฤหาสน์ตระกูลข่ง เป็นที่พำนักของลูกหลานตระกูลข่งอยู่ทางด้านตะวันออกของวัดขงจื่อ มีเนื้อที่กว่า 5 หมื่นตารางเมตร ประกอบด้วยห้องโถง ที่ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติราชการ มีที่นั่งรอเข้าร้องเรียน ไปจนถึงห้องพิพากษาว่าความ และส่วนด้านหลังใช้ประกอบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
ออกจากคฤหาสน์ เราต้องนั่งรถต่อไปที่สุสานขงจื้อ เป็นสุสานประจำตระกูลที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ที่สุด และได้รับการอนุรักษ์ให้คงสภาพสมบูรณ์ที่สุด ใช้เป็นสถานที่ฝังศพของขงจื้อและลูกหลานตระกูลข่งรุ่นต่างๆ หลายศตวรรษ ซึ่งมีจำนวนกว่า 1 แสนสุสาน เนื้อที่กว่า 2 ตารางกิโลเมตร
สามข่งนี้ นอกจากจะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแล้ว ยังขึ้นบัญชีมรดกโลกเมื่อปี 2537 อีกด้วย
นั่งรถไฟความเร็วสูงไม่ถึง 3 ชั่วโมง พาฉันย้อนอดีตไปเมื่อ 2,000 ปีได้อย่างเต็มอิ่ม กับสถานที่ของปราชญ์เมธี ที่จักรพรรดิในราชวงศ์ต่างๆ เชิดชู กับบรรยากาศร่มรื่นของเรือนไม้สนขนาดใหญ่เป็นพันๆ ต้น ฉบับหน้าจะพาขึ้นเขาไท่ซาน ขุนเขาที่ใหญ่ที่สุดด้านวัฒนธรรมของจีน



