ไลฟ์สไตล์

ครูอาสา ณ บ้านยะฟู

ครูอาสา ณ บ้านยะฟู

25 ก.ย. 2554

ถิ่นไทยงาม : ครูอาสา ณ บ้านยะฟู

      หลังหมดฝน ลมหนาวโชยมาแผ่วๆ ในยามค่ำคืนของพื้นที่สูง ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดูจะเป็นช่วงจังหวะของการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ขึ้นไปรับลมหนาว กับบรรยากาศสุดโรแมนติก ถนนหลายสายเต็มไปด้วยดอกไม้ และไอหมอก รวมถึง "บ้านยะฟู" หมู่ 11 ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย

      ไปบ้านยะฟูคราวนี้ ไม่ใช่หวังเพียงท่องเที่ยว หากแต่เพื่อไปเป็น "ครูอาสา" สถานะใหม่ ที่พวกเราใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ชวนกันไปเยี่ยมเด็กๆ ชาวเขาเผ่าลาหู่ หรือมูเซอแดง ที่บ้านยะฟู

      ใครจะรู้บ้างว่า กว่าจะขึ้นถึงบ้านยะฟูได้ ไม่ใช่ง่ายๆ เหมือนกัน ถ้าไม่เดินตามทางลูกรังขึ้นเขา 3 กม. เท่าที่รู้ถ้าไม่มีรถขับเคลื่อนแรงๆ สักคัน ก็จะมีรถกระบะที่รับจ้างขึ้น-ลงหมู่บ้านอยู่แค่ 2 คัน คันหนึ่งอยู่เมือง คันหนึ่งเป็นชาวบ้านยะฟู แถมด้วยเส้นทางทรหดที่เขาบอกว่า ถ้าหน้าฝน ก็เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เพราะทางจะเละ แล้วยังชันๆ อีก

      จากที่เคยไปครั้งแรก ในฐานะครูอาสา ของ "มูลนิธิกระจกเงา" คราวนี้เพื่อนๆ ชวนกันไปอีก โดยติดต่อผ่าน ครูสง่า ครูเพียงคนเดียวของศูนย์การเรียนชุมชนไทยภูเขา "แม่ฟ้าหลวง" บ้านยะฟู ที่สอนนักเรียนทั้งเด็กเล็ก และผู้ใหญ่ที่เรียนในหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน เรียกได้ว่า แทบจะเป็นครูของทั้งหมู่บ้าน 

      3 วันที่ได้มีโอกาสไปเป็นครูดอย-คอยดู อยู่บนพื้นที่สูง ฉันและเพื่อนอีก 2 คน พักที่บ้านนักเรียนชื่อ "พัชนี" แค่พอรู้ว่าครูจะไปพักด้วย ก็เตรียมปูที่นอนรอเลยเชียว ขณะที่ฉันบอกกับเพื่อนว่า เรานอนกันที่โรงเรียนก็ได้ แต่... "ไม่ได้หรอก เด็กเขารอ เหมือนว่าเขาจะดีใจมากถ้าครูไปนอนที่บ้านด้วย" เพื่อนครูอาสาที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

      เป็นอันว่า ฉันและเพื่อนครูพักอยู่บ้านนักเรียนท้ายหมู่บ้าน แย่หน่อยตรงที่เช้ามืดวันแรกต้องเดินขึ้นดอยหน้าหมู่บ้านเพื่อไปชมทะเลหมอก แต่ดีมากๆ ที่วันหลังเดินไปดูทะเลหมอกท้ายหมู่บ้าน ที่เห็นวิวสวยแปลกตาอีกแบบ

      ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ปกติเด็กๆ จะเลี้ยงน้องอยู่บ้าน หรือไม่ก็ตามพ่อแม่ไปทำไร่ แต่คราวนี้เด็กๆ พากันมาโรงเรียน คนที่ต้องเลี้ยงน้องก็อุ้มน้องมาเรียนนอกเวลากับครูอาสาอย่างเรา ขณะที่ครูตัวจริง "ครูสง่า" ต้องสอนเด็กโต ซึ่งก็คือนักศึกษานอกโรงเรียนนั่นแหละ เช้าๆ ยังสอนกันอยู่ในห้องเรียน ซึ่งแบ่งชั้นตั้งแต่เด็กเล็ก ถึงป.6 ยิ่งชั้นโต ยิ่งมีนักเรียนไม่กี่คน

      เช้าๆ ยังเรียนกันในห้องเรียน แต่พอตกบ่าย เราชักชวนเด็กๆ ไปหาสถานที่เรียนนอกห้อง ได้ชานบ้านของนักเรียนคนหนึ่งที่กว้างพอจะจุเด็กๆ ได้ร่วม 20 คน ก็วิชาศิลปะเรียนในห้องก็คงไม่สนุกเป็นแน่ พวกเราหอบหิ้วตุ๊กตาปูนปั้นไปให้เด็กๆ หัดผสมสี ระบายสี เป็นที่สนุกสนาน

      นอกจากสอนเรียน ครูอาสาอย่างพวกเรายังต้องรื้อฟื้นวิชาลูกเสือ เนตรนารีกลับมาอีกเพราะต้องก่อไฟหุงข้าว ต้มน้ำ ทำกับข้าวด้วยเตาฟืน ก็เด็กๆ มาโรงเรียน ก็ต้องกินข้าวกลางวันกันที่โรงเรียน บางคนเอาข้าวสวยมาจากบ้าน แต่ส่วนใหญ่ก็ฝากท้องไว้กับครูอาสาอย่างเรา ที่ไม่ทำให้ผิดหวังแน่ๆ

      กลางวันสอนเรียน ยามค่ำ บรรดาครูอาสารวมทั้งครูสง่า ก็จะมานั่งคุยกัน ถึงเรื่องราวต่างๆ ทั้งสาระบ้าง ไร้สาระบ้างตามเวลาที่มืดค่ำ ก่อนจะแยกย้ายกันส่องไฟฉายเดินทางกลับบ้าน พอเช้ามืด ก็ค่อยๆ ย่องออกจากบ้านพร้อมกล้องและขาตั้ง เพื่อเดินขึ้นดอยชมทะเลหมอกสวยงาม ที่ทำให้หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ เป็นที่กล่าวขานถึง

      พ่อเฒ่า "ยะฟู จะเตาะ" ผู้ก่อตั้งหมู่บ้าน ปัจจุบันอายุ 84 ปี เล่าถึงเรื่องราว ความเป็นมา ที่หอบหิ้วลูกบ้านย้ายมาอยู่ที่ดอยแห่งนี้ทั้งหมด 6 ครอบครัว ตั้งแต่ปี 2516 เพราะเห็นว่าน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ก่อนจะมีชาวบ้านย้ายตามมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่อีกหลายครัวเรือน      

      หมู่บ้านชาวเขายามนี้ มีหลายแห่งเปลี่ยนไป ทั้งสภาพบ้านเรือน และร้านค้า การแต่งกาย ด้วยเพราะส่วนหนึ่งเปิดเป็นโฮมสเตย์รับนักท่องเที่ยวมากขึ้นนั่นเอง และที่บ้านยะฟูก็เช่นกัน พวกเราโบกมือลาหลังจบภารกิจครูอาสา พร้อมกับถ้อยคำที่เราคุยกัน "เราคงต้องได้กลับมาที่นี่อีก"