ไลฟ์สไตล์

'จิตตก'เสี่ยงมะเร็งถามหา

'จิตตก'เสี่ยงมะเร็งถามหา

23 ก.ย. 2554

'จิตตก' เสี่ยงมะเร็งถามหา

          ความผิดปกติของเซลล์ในร่างกายคนเรานั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้ร่างกายจะมีกระบวนการจัดการความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ถ้าวันใดเกิดจิตตก เครียด วิตกกังวล ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้กลไกทางภูมิคุ้มกันลดลง เซลล์ที่ผิดปกติก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ตัวอย่างเช่น “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” อีกหนึ่งความผิดปกติที่เกิดขึ้นในต่อมน้ำเหลืองและเนื้อเยื่อลิมฟอยด์ต่างๆ ที่พบบ่อย ติดอันดับ 1 ใน 5 ของมะเร็งที่พบบ่อยในชาวไทย แต่มีความรุนแรงน้อยกว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลูคีเมียชนิดเฉียบพลัน

          ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์โลหิตวิทยากรุงเทพ โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า  แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีการสำรวจอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคนี้ไว้ชัดเจน แต่ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราช ชี้ให้เห็นว่ามีคนไข้ใหม่โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่ราว 200-300  รายต่อปี หรือทั้งประเทศน่าจะมีราว 1,000-1,500 รายต่อปี ส่วนสาเหตุของมะเร็งร้ายนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่ามีความเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสบางชนิด 

          "มะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามลักษณะของชิ้นเนื้อ ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin lymphoma (NHL) และชนิด Hodgkin disease (HD) ทั้งสองชนิดจะมีอาการคล้ายกัน คือ มีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นหลัก แต่ NHL อาจมีก้อนโตที่อวัยวะอื่นๆ พบได้บ่อยกว่า เช่น ที่ลำไส้ ปอด สมอง เป็นต้น ซึ่ง มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง (High Grade) ที่มีอาการปรากฏชัดเจน ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตเร็วร่วมกับมีอาการอื่นเช่น มีไข้ น้ำหนักลดและมีเหงื่อออกตอนกลางคืน ในขณะที่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไป (Low Grade) อาการของต่อมน้ำเหลืองจะโตขึ้นอย่างช้าๆ และอาจไม่มีอาการอื่นเลย" ศ.นพ.สุรพล กล่าว

          สำหรับในประเทศไทยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่พบส่วนใหญ่จะเป็นชนิด NHL โดยอาการของโรคจะเกิดการบวมที่สามารถเห็นและคลำได้ชัดเจน ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ ต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ และขาหนีบ ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นกับต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ภายในร่างกาย เช่น ช่องทรวงอก ช่องท้อง ความรุนแรงของโรคมีความแตกต่างกัน โดยต่อมน้ำเหลืองที่เป็นมะเร็งจะโตเร็วมาก อาจแตกเป็นแผลและมีเลือดออกได้ และหากไม่ได้รับการรักษาแต่ต้น มะเร็งอาจแพร่กระจายไปสู่ระบบต่างๆ ของร่างกาย และมีผลทำให้การทำงานของร่างกายล้มเหลวถึงแก่ชีวิต

          คุณหมอย้ำว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันโรคมะเร็ง คือ พยายามปรับอารมณ์ไม่ให้เครียด วิตกกังวลจนเกินไป และหมั่นตรวจร่างกายสม่ำเสมอเป็นประจำ เพราะหากพบความผิดปกติแต่เนิ่นๆ การรักษาจะทำได้ดี แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้การรักษาอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร