ไลฟ์สไตล์

สีสันสะท้อนกรุงเทพฯร่มเย็น

สีสันสะท้อนกรุงเทพฯร่มเย็น

22 ก.ย. 2554

สีสันสะท้อนกรุงเทพฯ ร่มเย็น

          กรุงเทพมหานคร ใครๆ ก็ว่าเป็น "ซิตี้ ออฟ แองเจิล" แม้บางมุมอาจทำให้รู้สึกอยากเบือนหน้าหนี แต่จากอดีตจวบจนปัจจุบันมหานครแห่งนี้ก็ยังไม่สิ้นมนต์ขลัง ศิลปินผู้มีสีสันอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง ผศ.สาธิต ทิมวัฒนบรรเทิง จึงหยิบมุมบวกแห่งความร่มเย็น

          โดยเฉพาะเหตุการณ์ครั้งสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ มาถ่ายทอดลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ เกิดเป็นนิทรรศการศิลปกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด "กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์" เพื่อให้ผู้ชมได้ซึมซับความงามแห่งสีสัน พร้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น

          ภาพสีน้ำมันแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ขนาดใหญ่จำนวน 14 ภาพ ที่ปรากฏภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ศิลปินได้เลือก 2 เหตุการณ์สำคัญ คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับบนพระที่นั่งราชยานพุดตานทอง เสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราใหญ่ทางสถลมารค จากพระบรมมหาราชวัง ผ่านถนนราชดำเนิน บางลำพู ตลอดสองฟากถนนมีพสกนิกรเฝ้ารอรับเสด็จเนืองแน่น ครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 และครั้งที่ 2 ในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2506 จากนั้นมาก็ไม่มีพระราชพิธีลักษณะนี้อีกเลย  

          "ผมชอบงานเขียนภาพทิวทัศน์จึงประทับใจภาพมุมกว้าง มองเห็นผู้คนจำนวนมาก มีฉากหลังเป็นสถาปัตยกรรมเก่า แต่ก็ไม่ง่ายเพราะต้องค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือเก่าหลายเล่มที่เสาะหาแถวคลองถม ท่าพระจันทร์ นำภาพขาวดำมาขยายแล้วให้สีสันและรอยแปรงแนวถนัด เรื่องสีเป็นรสนิยมของผู้วาด แต่โครงสร้างประวัติศาสตร์คือความจริง ผมกำลังฉายหนังเก่าให้เห็นโดยชั้นเชิงของผมที่เน้นสีแสง โดยเหตุการณ์ 2 ครั้งนี้ สะท้อนกรุงเทพฯ ในยุคสงบ สันติ และร่มเย็น แม้บางช่วงจะเกิดเหตุไม่สงบทางการเมืองบ้าง ให้คนดูได้วิเคราะห์ว่าทุกวันนี้เราปฏิบัติต่อกรุงเทพฯ ดีหรือยัง" ศิลปินผู้รักสีสัน เผย

          แต่ละภาพที่นำมาจัดแสดงมีทั้งเขียนในเวลาไม่กี่สัปดาห์ จนถึงค่อยๆ แต่งแต้มเป็นแรมปี โดยภาพไฮไลท์ ชื่อ "รัชกาลที่ 9 เสด็จเลียบพระนครทางสถลมารค (2506)" ขนาด 570x190 เมตร ใช้เวลาสร้างสรรค์กว่าหนึ่งปี และเพิ่งเสร็จสมบูรณ์หมาดๆ เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ศิลปินบอกว่าภาพนี้เป็นงานชิ้นใหญ่สุด และทะนุถนอมที่สุดในชีวิต โดยไปเก็บข้อมูลยังสถานที่จริง ถ่ายภาพสถาปัตยกรรมแล้วนำมาจัดวางให้สมจริง

          ทั้งนี้ เจ้าตัวยอมรับว่า แม้ส่วนตัวจะชื่นชอบการเขียนภาพเหมือน แต่ความรู้สึกลึกๆ ไม่อยากเขียนออกมาให้เหมือนคนจริง หากปรารถนาจะใช้สีสันที่สนุกสนาน ชนิดที่ไม่ต้องเนียนเรียบ ทว่าสามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีมากกว่า อย่างภาพพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 9 พระพักตร์ซ้อนกันในหนึ่งภาพ หรือภาพขณะทรงดนตรี ก็ชวนให้รู้สึกถึงความมีชีวิต 

          "ผมอยากเทิดพระเกียรติในหลวง อยากให้คนไทยมองพระองค์ท่านว่าเป็นบุคคลธรรมดาที่ทำคุณงามความดีให้บ้านเมืองมาตลอดชีวิต อยากนำภาพประวัติศาสตร์มาสะท้อนให้เห็นว่าพระราชพิธีในยุคนั้นสวยงามแค่ไหน ยังมีอีกหนึ่งภาพเป็นภาพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เลียบพระนคร เมื่อปี พ.ศ.2475 มองแล้วมีความสุข ผมอยากฉีกแนวคนรักในหลวงว่ารักยังไงก็ได้ เป็นเรื่องของศิลปะ แต่ความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาอยู่ภายใน" อาจารย์สอนศิลปะ แห่ง มศว ประสานมิตร ผู้มีแรงบันดาลใจจากความรักในพระมหากษัตริย์ กล่าว

          นั่นเองจึงเป็นผลงานที่สะท้อนความเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยในมุมของเขา ซึ่งหากจะให้นิยาม ณ ตอนนี้ ศิลปินบอกได้เพียง กรุงเทพฯ นั้นเป็นมหานครแห่งความรุ่งเรือง มั่นคง ยั่งยืน สงบสุข แม้แต่ชาวต่างชาติก็เห็นว่าน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก แม้ว่าความเป็นจริงในความสวยงามของวัด วัง จะยังมีย่านเสื่อมโทรมแทรกตัวอยู่ก็ตาม

          "อยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองอนุรักษ์ของเก่า แบ่งแยกโซนเก่า-ใหม่ชัดเจน ย่านในอดีตก็คงรูปแบบเดิมๆ ไว้ ส่วนย่านเศรษฐกิจอยากให้เจริญแค่ไหนก็เอาให้สุดๆ ออกกฎหมายมาบังคับ แล้วชุมชนต้องมีส่วนร่วมด้วย ถึงจะสมชื่อมหานครแห่งสวรรค์ตามที่ขนานนาม"

          ร่วมเปิดมุมมองผ่านความน่ารื่นรมย์ของกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ได้ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย