
จับค้านเก็บ"เงินเซสส์อัตราใหม่"ระวังเข้าตำรา"น้ำผึ้งหยดเดียว"
จับค้านเก็บ"เงินเซสส์อัตราใหม่"ระวังเข้าตำรา"น้ำผึ้งหยดเดียว" : ดลมนัส กาเจ รายงาน
ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเกี่ยวกับยางพารา ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการส่งออกและแกนนำเกษตรกรในนามสมาคมยางพาราไทย สมาคมน้ำยางข้นไทย และสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางพาราไทย รวมถึงคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เดินหน้าคัดค้านกรณีรัฐบาลปรับเก็บเงินจัดเก็บสงเคราะห์สำหรับการทำสวนยางพารา หรือ "เงินเซสส์" (CESS) อัตราใหม่ จากเดิมที่เคยเก็บจากผู้ประกอบการส่งออก กก.ละ 1.40 บาท มาเป็น 5 บาท ตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2553 การคัดค้านที่ว่านี้ มีทั้งในรูปแบบการระดมความคิดจากทุกภาคส่วนบนเวทีสัมมนา ทั้งในส่วนกลาง และสัญจรไปยังภูมิภาค พร้อมทำหนังสือยื่นต่อรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง แต่ดูเหมือนไม่มีการตอบรับใดๆ ที่ส่อให้เห็นว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้
ทันทีที่ทราบว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมี นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสกรณ์ รับผิดชอบและกำกับดูแลสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ซึ่งเป็นผู้บริหารเงินก้อนนี้ ผู้ที่คัดค้านจึงส่งตัวแทนเข้าพบและชี้แจงถึงปัญหาอันใหญ่หลวงที่เกิดจากการปรับเก็บเงินสงเคราะห์จากผู้ส่งออกยางพาราดังกล่าวให้นายพรศักดิ์ทราบทันที
เหตุผลที่ผู้คัดค้านชี้แจงนั้น จะกระทบต่อการส่งออกยางพาราไปยังตลาดโลก เพราะทำให้ยางพาราจากไทยราคาสูงกว่าคู่แข่งที่ไม่ได้เก็บเงินในส่วนนี้ มาเลเซียแม้จะเก็บเงินส่วนนี้เช่นเดียวกับไทย แต่เก็บในอัตรา กก.ละ 1.40 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังจะกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรชาวยาง เพราะตราบใดที่ผู้ส่งออกเป็นผู้กำหนดราคา เมื่อผู้ส่งออกไม่สามารถจะสู้ราคาในตลาดโลกได้ สุดท้ายต้องไล่บี้และกดราคาจากเกษตรกรนั่นเอง
"ผมเพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ยังไม่ถึงเดือน มีปัญหาเรื่องเข้ามาหลายเรื่อง ก่อนหน้านี้มีตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางไปที่บ้านนายกฯ และทำเนียบ เรียกร้องหลายเรื่อง โดยเฉพาะการประมูลปุ๋ยของ สกย. วันนี้มาเรื่องเก็บเงินเซสส์อีก ซึ่งทั้งหมดนี้ผมขอเวลาศึกษาดูรายละเอียด อันไหนไม่เหมาะสมก็ต้องแก้ไขกันต่อไป" นายพรศักดิ์ กล่าวอย่างเป็นกลาง
หลังจากได้เข้าพบนายพรศักดิ์ ล่าสุดกลุ่มที่คัดค้านมีการจัดสัมมนาระดมความคิดเห็นอีกครั้ง ในหัวข้อ "ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงอัตราการจัดเก็บสงเคราะห์การทำสวนยาง (CESS)ต่อการผลิตและการค้า ยางพาราของประเทศ“ ที่สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยมีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพปัญหา และแนวทางแก้ไขผลกระทบการปลี่ยนแปลงอัตราการจัดเก็บเงินเซสส์ นำไปเป็นข้อเสนอแนะและแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา เสนอต่อสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไป
นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล อุปนายกสมาคมน้ำยางข้นไทย กล่าวว่า การเก็บเงินเซสส์มีทั้งผลดีและผลเสีย แต่โดยรวมแล้วทำให้เกิดความแตกแยกในวงการยางพาราตั้งแต่ผู้ประกอบการไปจนถึงเกษตรกร ก่อนหน้านี้สมาคมยางพาราไทย และสมาคมน้ำยางข้นไทย ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องนี้ ไปยังอดีตรัฐมนตรีที่รับผิดชอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้งดเว้นการดำเนินกิจกรรมในส่วนนอกเหนือจากข้อบังคับตามกฎหมาย จนกว่าปัญหาการรับคืนเงินเซสส์ในอัตราเดิม โดยตามกฎหมายนั้นสามารถนำเงินเซสส์ใช้ได้ใน 3 รูปแบบ คือ 85% ทุนแก่ที่โค่นต้นยางเก่ามาปลูกใหม่ หรือทำสวนยางสงเคราะห์ในอัตราไร่ละ 11,000 บาท 2. อีก 10% ให้แก่สกย.เพื่อใช้เป็นเงินเดือนพนักงาน และอีก 5% ของเงินที่ว่านี้ มอบให้สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เพื่อใช้ในงานวิจัย พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ผ่านมาเก็บเงินเซสส์ในอัตรา กก.ละ 1.40 บาท ได้เงินมาปีละราว 3,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีเงินเหลือกว่า 5,000 ล้านบาท เมื่อเก็บ กก.ละ 5 บาท (ส่งออกปีละกว่า 3 ล้าน) จะได้เงินเซสส์ถึงปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับว่าเงินจำนวนมหาศาลทำอะไรบ้างนอกภารกิจอย่างดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายสุจินต์ แม้นเหมือน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง ทำหนังสือถึงสมาคมยางพาราไทย ลงหนังสือเลขที่ กษ 0911/2547 ระบุขอคำยืนยันงดเว้นการดำเนินกิจกรรมร่วมกับหน่วยงานราชการ และได้อ้างถึงเรื่องในช่วงปีที่ผ่านมา สถาบันวิจัยยางยินยอมให้บริษัทผู้ส่งออกนำยางกลับประเทศไทย เนื่องจากมีปัญหาเรื่องคุณภาพและราคา และอ้างถึงว่าเพื่อเป็นการรักษาชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมยางของประเทศต่อตลาดโลก ในฐานะที่สถาบันวิจัยยางเป็นผู้ควบคุมกำกับการนำเข้า ส่งออก ตลอดจนมาตรฐานและคุณภาพยางพาราของประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐาน ตามพ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 และจะไม่อะลุ่มอล่วยต่อการร้องขอของสมาคม ที่ไม่เป็นไปตามมาตรการที่กำหนดจนกว่าคุณภาพและมาตรฐานยางพาราจะไม่เสียหายต่อภาพรวมของประเทศในช่วงต่อไป
“การตอบโต้ของสถาบันวิจัยยาง ถือเป็นการประจานชื่อบริษัทผู้ส่งออก ไม่ให้เกียรติกัน และขาดความเป็นธรรม ซึ่งคงไม่สามารถปรองดองกันได้ เพราะเรื่องจากความไม่พอใจในการยื่นหนังสือดังกล่าว ทั้งที่ที่ผ่านมายางพาราไทยสามารถส่งออกได้เป็นอันดับ 1 ของโลกนานแล้ว หากไม่ดีก็คงไม่มีคู่ค้าซื้อ แต่นี่เราส่งออกปีละกว่า 3 ล้านตัน มูลค่า 4-5 แสนล้านบาทต่อปี เท่ากับว่าที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรเองก็ละเลยต่อการตรวจสอบ ต้องพิจารณาหน่วยงานของตนด้วย ผมหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะให้ความสำคัญเร่งแก้ไขในเรื่องนี้" นายวรเทพ กล่าว
ด้าน นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการโต้ตอบกันไปมาของ 2 ฝ่าย โดยเฉพาะสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ ตอนนี้การเรียกเก็บเงินเซสส์กลายเป็นปัญหาให้เกิดความแตกแยกในวงการยางพารา ดังนั้นจะต้องหาวิธีการไกล่เกลี่ย ประนีประนอมกันทุกฝ่าย ไม่ควรปล่อยให้มีการเปิดศึกให้ล่วงเลยกันนาน เพราะไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อความเสียหายในวงการยางพาราเท่านั้น แต่จะกลายเป็นผลกระทบของประเทศชาติ ที่ประเทศค้ายางของไทยจะขาดความเชื่อมั่นยางจากประเทศไทยและหันไปซื้อยางจากประเทศอื่น ซึ่งนับเป็นความเสียหายที่ยิ่งใหญ่
การคัดค้านในการเก็บเงินสงเคราะห์อัตราใหม่ในห้วงเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้รับผิดชอบ หากยังกลายเป็นชนวนที่เป็นบ่อแห่งความขัดแย้งที่นับวันจะขยายวงกว้างมากขึ้น จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถแก้ปัญหาในรัฐบาลนี้



