ไลฟ์สไตล์

ชู"สมัชชาหลักสูตร"เรียนสิ่งที่ชอบ-จบมีงานทำ

ชู"สมัชชาหลักสูตร"เรียนสิ่งที่ชอบ-จบมีงานทำ

19 ก.ย. 2554

ชู"สมัชชาหลักสูตร"เรียนสิ่งที่ชอบ-จบมีงานทำ : เปิดวิสัยทัศน์ "วรวัจน์ เอื้อภิญญกุล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดย กมลทิพย์ ใบเงิน เรื่อง ศุภชัย บุญวิเศษ ภาพ

          ครั้งแรกกับความรู้ของรัฐมนตรีหนุ่มสุดฮอต!! "วรวัจน์ เอื้อภิญญกุล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หลังตกเป็นข่าวพาดหัวไม้หน้า 1 หนังสือพิมพ์อยู่หลายครั้ง กับประเด็นร้อนแรง ร้าวลึกลงไปถึงหัวอกคนเป็นพ่อ เป็นแม่ ครู และผู้บริหารโรงเรียน "แป๊ะเจี๊ยะบนดิน" "ห้ามปล่อยเงินกู้ให้ครู" ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาค่อนประเทศว่า "ไม่รู้งานด้านการศึกษา" เชิญคุณผู้อ่าน "คม ชัด ลึก" ค้นหาคำตอบ นับจากบรรทัดนี้ได้

           อาคารราชวัลลภ โบราณสถานอายุกว่า 100 ปี ที่บริเวณชั้นล่างของตัวอาคารที่เรียกว่า "ห้องจันทรเกษม" เดิมเป็นแหล่งเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมประวัติความเป็นมาของกระทรวงศึกษาธิการ อีกทั้งเป็นสถานที่รองรับแขกบ้านแขกเมือง ณ วันนี้ถูกตกแต่งให้สวยงามวิจิตรบรรจง เพราะที่นี่คือห้องทำงานชั่วคราวของรัฐมนตรีหนุ่มเมืองแพร่- "วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จากพรรคเพื่อไทย

           ระหว่างรอการสัมภาษณ์ ปรากฏมีบุคคลสำคัญระดับแถวหน้าของเมืองไทยหลายคนเดินเข้า-ออกห้องทำงานรัฐมนตรีศึกษาฯ อาทิ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รศ.เกศินี วิฑูรชาติ รองอธิการบดี ฝ่ายวางแผนและการคลัง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ผู้ที่ถูกทาบทามให้มาช่วยงานครีเอทีฟด้านการศึกษาในตำแหน่ง "รองเลขาธิการ กพฐ." และอีกมากมายที่มาขอเข้าพบรัฐมนตรีเลื่องชื่อคนนี้

           30 นาทีคือเวลามีค่าที่ผู้เขียนบอกผ่านทีมงานเลขานุการรัฐมนตรีศึกษา ขอสัมผัสชีวิต ตัวตนที่แท้จริงของรัฐมนตรีหนุ่มคนนี้ ถึงวิสัยทัศน์ มุมมองด้านการศึกษา หลักคิด การทำงาน ฯลฯ

           ต่อประเด็นร้อน "ฟื้นแป๊ะเจี๊ยะบนดิน" นั้น วรวัจน์ แจกแจงว่า "ผมไม่เคยพูด ผมไม่เคยคิดจะฟื้นแป๊ะเจี๊ยะบนดิน เรื่องแบบนี้ไม่เคยอยู่ในสมองของผมเลย สังคมไทยก้าวข้ามจุดนั้นมาแล้วครับ เราจะไม่ย้อนกลับไปอีก เพราะเกิดผลเสียต่อคุณภาพมาตรฐานการศึกษามามากมายพอแล้ว หยุดได้แล้ว"

           "ผมไม่ได้พูดคำว่าแป๊ะเจี๊ยะนะครับ" วรวัจน์ ยืนยันเสียงหนักแน่นอีกครั้ง ก่อนสาธยายพร้อมกับยอมรับว่า อาจจะเป็นเพราะการสื่อสารผิดพลาด ทำให้สื่อตีความผิดๆ ไปจากที่ผมต้องการจะสื่อสาร ความจริงเป็นการพูดกันในโต๊ะอาหาร ไม่ใช่การให้ข่าว หรือแถลงข่าว เรื่องนี้ผมได้มอบหมายให้ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้อำนวยการโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว

           ไม่เพียงเท่านั้น เสียงฮึ่มๆ ไม่พอใจจากครู เมื่อ "วรวัจน์" ออกข่าว "ห้ามปล่อยเงินกู้ให้ครู" กำลังจะกลายเป็น "น้ำผึ้งหยดเดียว" ด้วยโครงการเงินกู้ช.พ.ค./ช.พ.ส. หรือฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา(ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม(ช.พ.ส.)ที่บริหารงานในรูปแบบ "คณะกรรมการ ช.พ.ค." ในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สำนักงาน สกสค.) นั้นพิสูจน์ชัดทำให้ "คุณภาพชีวิตครูดีขึ้น"

           "ผมไม่เคยพูดว่าห้ามปล่อยเงินกู้ให้แก่ครูอีก ผมเพียงแต่แสดงความห่วงใยครูจากที่อ่านข่าวพบครูเป็นหนี้กว่า 7 แสนล้านบาท ผมบอกในที่ประชุมว่าผมขอดูตัวเลขข้อเท็จจริงเกี่ยวครูได้มั้ย  แล้วค่อยมาดูกันว่าจะช่วยครูอย่างไร ผมพูดแค่นั้น แต่จนถึงวันนี้ผมยังไม่ได้รับรายงานใดๆ เพิ่มอีกเลย" วรวัจน์ บ่นเชิงตัดพ้อนิดๆ

           พักยกประเด็นร้อนแรง เข้าสู่แนวคิด มุมมอง วิสัยทัศน์ด้านการศึกษานับจากนี้ไป "วรวัจน์" กล่าวด้วยสีหน้ามุ่งมั่นปนรอยยิ้ม ว่า 10 ปีที่ผมเรียนรู้งานด้านการศึกษา ตั้งแต่ปี 2541 เมื่อครั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ทำงานในพื้นที่บ้านเกิดจังหวัดแพร่  คลุกคลีกับชาวมหาวิทยาลัยมาตลอด อาทิ ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษรศาสตร์ ประทับใจรูปแบบการจัดการศึกษาของท่านมาก

            "การปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ คืองานแรกที่ผมต้องทำ และได้เริ่มลงมือแล้ว มีมหาวิทยาลัยเป็นแกนนำในการระดมมันสมอง ผู้มีความรู้ ความสามารถ แต่ละสาขาอาชีพ ในพื้นที่จังหวัด ในชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของโรงเรียน เพื่อมาร่วมกันออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนและเนื้อหาวิชาเรียน ให้สอดรับกับการนำไปพัฒนาศักยภาพของพื้นที่เป็นหลัก ดังนั้นความหลากหลายของหลักสูตรจึงขึ้นอยู่กับศักยภาพของพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน แต่เด็กต้องได้เรียนในสิ่งที่ชอบ สาขาที่ใช่ เรียนจบแล้วมีงานทำ  เพราะเป็นการบูรณาการหลักสูตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ"

            อาจจะเรียกว่า "สมัชชาหลักสูตร" เพราะมีความหลากหลาย เด็กได้รับการพัฒนาตรงตามศักยภาพ วิชาไหนไม่จำเป็น หรือเรียนแล้วไม่เกิดประโยชน์ก็ตัดทิ้งไป มุ่งสู่โลกไฮเทคโนโลยีเพื่อการศึกษามากขึ้น เพราะโลกอนาคตเราต้องเตรียมพร้อมพลเมืองเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ภาษาที่สอง ภาษาที่สามมีความจำเป็นที่ลูกหลานต้องได้เรียนแบบเข้มข้นมากขึ้น ดังนั้นจากสัดส่วนหลักสูตรเดิมอยู่ที่ 70:30 แต่หลักสูตรที่ยกเครื่องใหม่นี้จะกลับกัน 30:70 หรืออาจจจะเหลือ 50:50 ต้องดูอีกครั้ง

           "ผมไม่อยากเห็นภาพลูกหลานไปเรียนหนังสือแล้วมีความทุกข์อีกต่อไป เรียนกวดวิชาแทบเป็นแทบตาย สุดท้ายไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นหลักสูตรคือหัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง คุณภาพชีวิตเด็ก คุณภาพชีวิตครู คุณภาพชีวิตพ่อแม่ผู้ปกครองต้องดีขึ้น เมื่อผู้เรียนได้เรียนในสิ่งที่ชอบ เรียนจบแล้วมีงานทำ ตาม 5 สาขาหลัก คือ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และอำนวยกรและอาชีพเฉพาะทาง" วรวัจน์ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

           วรวัจน์ ยังบอกอีกว่า เขามีนโยบายจะ "ปลดแอก" โรงเรียนดีเด่นดัง ให้เป็น "โรงเรียนจีเนียส" ลอยตัวค่าเล่าเรียน แต่รัฐสนับสนุนเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้อยู่ได้ มีอิสระในการบริหารจัดการ โรงเรียนกลุ่มนี้จะให้จัดสรรเงินอุดหนุนเหมือนโรงเรียนทั่วไปไม่ได้ เพราะศักยภาพของโรงเรียนเหล่านี้คือเบ้าหลอมเด็กระดับหัวกะทิ ซึ่งในอนาคตเด็กและเยาวชนเหล่านี้คือ "มันสมอง" ของประเทศ จำเป็นที่รัฐต้องลงทุนสูง