ไลฟ์สไตล์

นอนดูทะเล'กระบี่'บนยอดหงอนนาค

นอนดูทะเล'กระบี่'บนยอดหงอนนาค

18 ก.ย. 2554

ชวนเที่ยว : นอนดูทะเลกระบี่ บนยอดหงอนนาค ธรรมชาติที่หาดูได้ยาก ความอบอุ่นทางสายใยของความสุข

       ทริปนี้เกิดขึ้นแบบปุ๊บปั๊บ หลังเพื่อนมาชวนได้ตรงใจ เสาร์-อาทิตย์นี้ว่างมั้ย ไปเดินเขาหางนาคกัน 2 คน  "โอเค้ โอเค" ตอบรับโดยไม่รีรอ ขนาดว่าจะไปยังไงก็ไม่สน เอาเป็นว่าไปเจอกันที่กระบี่เลยแล้วกัน

       ฉันเดินทางโดยรถทัวร์ไปถึงกระบี่เช้าตรู่ ก่อนจะเริ่มมหกรรมการโบกรถเที่ยว หลังถามไถ่เส้นทางที่จะไปยังจุดนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานทับแขก ได้ความว่า มีสองแถวเข้าไปถึงแค่หาดคลองม่วง แต่ไม่ถึงทับแขก "ไม่เป็นไร...เดี๋ยวพาโบก" เป็นบทสรุปของพวกเราที่มีกันอยู่ 4 คน

       ไม่บ่อยครั้งที่เราโบกรถเที่ยวกัน เว้นแต่บางเส้นทางที่ไม่มีรถสายตรงไป แต่น้ำใจมีในทุกเส้นทาง และที่นี่ก็เช่นกัน เราใช้เวลาไม่นานนักก็ได้เกาะกระบะหลังรถไปลงแยกอ่าวพระนาง แล้วก็โบกต่อได้รถคุณลุงใจดีไปลงถึงตลาดสดแยกเข้าอ่าวพระนาง-หาดคลองม่วง แถมลุงยังบอกว่าเดี๋ยวจะหารถแร่เข้าไปส่งให้ (ในทับแขกมีโรงแร่ยิปซั่ม) แต่พวกเราขอตัวซื้อเสบียง แล้วโบกสองแถวที่ผ่านมาเข้าไปแทน สุดทางที่คลองม่วงแล้วเหมาต่อไปส่งที่หน่วยทับแขก 

       จัดการมื้อเที่ยงกันที่หน่วยทับแขกนี่แหละ ก่อนจะเริ่มขึ้นเป้ เป้าหมายอยู่ที่ ยอดหงอนนาค ซึ่งเป็น ยอดสูงสุดของเขาหางนาค โดยทางด้านหางนาคจะเป็นที่ตั้งของพระตำหนัก อยู่ไปทางอ่าวเสี้ยว

       พี่นรินทร์ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยทับแขก พาพวกเราเริ่มเดินขึ้นจากหน่วย เส้นทางช่วงแรกยังไม่ชันเท่าไหร่ แต่อากาศร้อนอบอ้าวจนคิดว่าฝนจะตก พี่นรินทร์บอกว่า" นี่ฝนตกมาติดๆ กันหลายวันแล้ว" ดีจัง เราคิดในใจ จะได้เดินตากฝนให้ตัวเปียกเล่นๆ เพราะยังไงเปียกฝนก็ดีกว่าชุ่มเหงื่อเยอะ 

       ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ กับทางที่ไม่ค่อยชันมากนัก แต่ก็หอบลิ้นห้อย จนพี่นรินทร์ที่เดินนำอยู่บอกถึงทางชันที่ 1 แล้ว ข้างทางมีเชือกผูงโยงต้นไม้เผื่อใช้ดึงตัวขึ้นด้วย เลยขึ้นไปได้หน่อยทางยิ่งชันกว่าที่ผ่านมาจนต้องเข้าเกียร์โฟว์ ทั้งดึงรากไม้ โหนต้นไม้ขึ้นไปเป็นบางช่วง แต่ก็คุ้มค่า เพราะวิวที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าช่างงามจริงๆ เห็นเกาะแก่งกลางท้องทะเล นึกไปถึงเขาสกย่อยๆ (อช.เขาสก จ.สุราษฎร์ธานี)

       ตรงที่จุดแวะพัก มีนักศึกษาจากสิงคโปร์ขึ้นมาทำเก้าอี้หินไว้ให้เอนกายด้วย แต่เราไม่ยักกะชอบใจ บอกน่าจะเอางบไปทำอย่างอื่นดีกว่า

       พักกันจนเหงื่อเกือบแห้ง ...ก็ขึ้นเป้ไปกันต่อ คราวนี้เดินลัดเลาะไปตามป่าทึบๆ ชันบ้าง ไม่ชันบ้าง รู้แต่ว่าเดินจนเริ่มเหนื่อย เดินมุดไม้ใหญ่ที่ทอดล้มขวางทาง เดินมุดๆ ข้ามๆ อยู่หลายรอบ ก่อนจะผ่านไปถึงช่วงที่ยังพบเห็นร่องรอยการทำไม้ในสมัยก่อน แต่เดี๋ยวนี้เหลือแต่เศษซากไม้ที่เริ่มผุ มอส ตะไคร่เกาะเต็ม รวมถึงตอไม้ใหญ่ที่ถูกตัดเรียบเหมือนโต๊ะ 

       เป้าหมายคือน้ำตกเล็กๆ ก่อนขึ้นยอด แล้วก็ถึงทางแยกไปน้ำตก ที่ยากจะบรรยาย เพราะมันเป็นเหมือนแค่น้ำที่ไหลจากก๊อกน้ำประปาใหญ่ๆ หน่อยเอง แต่ผาก้อนหินใหญ่มาก เราล้างหน้าล้างตา รองน้ำดื่มก่อนขึ้นยอดด้วย จะว่าไปมุมนี้ดูชุ่มชื่นดี เล่นน้ำพอชื่นใจ เราก็เริ่มเดินทางกันต่อ

       คราวนี้ล่ะทางชันของจริงระยะสุดท้าย เราพยายามทำสเต็ปสม่ำเสมอ แต่ไม่สำเร็จ ต้องหยุดหายใจแรงๆ ให้คนอื่นแซงไปก่อน ทางช่วงนี้ก็ชันไปเรื่อยๆ เจอเห็ดแปลกๆ ไปรายทาง ได้แต่บอกในใจ เดี๋ยวขากลับๆ มีเวลาถ่ายแน่ ตอนนี้ลุ้นฝนอย่าตก ลุ้นทันถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกเหนือท้องทะเล

       แล้วก็ถึง ลานมอส ที่ยามฝนมาลานแถวนี้จะเขียวชอุ่มด้วยต้นมอส แต่ยามแล้งมอสก็แห้งคากอเช่นกัน บรรยากาศโดยรอบตรงนี้ช่างเหมือนอยู่ในสวนจริงๆ ต้นไม้ไม่ใหญ่มากกระจายระยะพอดี  ลานหินหน้าผา เห็นทิวทะเล และทิวเขาตะปุ่มตะป่ำ รวมถึง ยอดเขาพนมเบญจา ยอดสูงราว 1,400 ม. (ที่เพิ่งเป็นข่าวโด่งดังเรื่องดินถล่มอยู่ใน อ.พนม) สูงตระหง่านเป็นฉากหลังอยู่ไกลลิบ

       เอนกายได้ไม่นาน คราวนี้ฝนมาไล่ซะแล้ว เริ่มตกเปาะแปะ เราเลยต้องรีบเก็บกล้องลงเป้ ปีนขึ้นเนินอีกรอบ แต่ไม่ไกลแล้ว ก็ถึงที่หมาย โอวววว ก้อนหินใหญ่ๆ ริมหน้าผา ให้ปีนขึ้นไปชมทะเล ลานดินเรียบๆ แถมด้วยเพิงหินบังลมเป็นอย่างดี

       ถึงที่พักอย่างแรกที่ทำคือหาทำเลผูกเปลนอนคืนนี้ก่อน จัดการที่พักเสร็จเราก็ไปนั่งตากฝนอยู่อีกมุมของหน้าผาหิน เพื่อถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก ฝนตกเปาะแปะๆ แต่ฟ้าอีกมุมยังสว่าง เสียแต่เมฆเยอะไปหน่อย เลยไม่ได้ไข่แดงใบโตๆ ติดกล้องมาเลย มุมซ้ายเกาะไก่ เกาะปอดะ มองเห็นสะพานแร่อยู่ริบๆ ข้างล่างนู่น มุมขวา เห็นเกาะห้อง กับชายหาดเว้าเข้าไปทรายขาวๆ ด้านหลังเห็นเกาะยาวใหญ่ทอดกายยาวๆ ในสายหมอก 

       ถ่ายรูปกันพักใหญ่ จนหมอกมาปนกับเมฆ เราค่อยเดินกลับขึ้นไปบนแคมป์ เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำกับข้าวมื้อเย็นกัน เสร็จก็กินไป คุยไป ได้ความรู้เพิ่มเติมอีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องราวTsunami ที่มาเจอตัวจริงพี่นรินทร์นี่เอง ที่เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกช่วยเหลือ ลำเลียงผู้บาดเจ็บ ลำเลียงศพ โดยไม่มีเวลาเหลียวแลบ้านของตัวเอง ที่ต้องสูญเสียไปกับกระแสน้ำ

       ได้รับรู้เรื่องราวของการบุกรุกที่ของชาวบ้าน เพื่อขายให้นายทุน ซึ่งกำลังมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ ที่พยายามผลักดันออกไป พี่นรินทร์บอกว่า "คนที่มาประท้วงน่ะ แทบจะไม่มีคนกระบี่ ที่น่าเจ็บใจคือคนกระบี่เองก็แทบจะไม่มีที่บุกรุก หรือมีก็ไม่กี่ไร่ ในขณะที่คนจากที่อื่นมารุกทีเกือบ 100 ไร่ แล้วก็เอาไปขายนายทุนทำรีสอร์ท"

       นั่นสิ ตั้งแต่นั่งรถเข้ามา เห็นแต่บ้าน รีสอร์ท ที่ปิดกั้นทางลงทะเล แถมใครผ่านที่ไม่ได้อีกเพราะมันเป็นที่เอกชน แต่ยังดีที่แถวทับแขก ทะเลยังดูบริสุทธิ์ แล้วก็ยังพอมีช่องว่างให้มองเห็นทะเลอยู่ อีกสารพัดเรื่องที่เราพูดคุยกันก่อนแยกย้ายกันไปนอนเปลใครเปลมัน

       ฉันตื่นเช้ามาพร้อมกับเสียงเพื่อนตะโกน "ทะเลหมอกสวยจัง" อย่างแรกที่ทำคือคว้ากล้อง ไปนั่งรอจิบกาแฟอยู่ริมหน้าผาหิน บรรยากาศแบบนี้ที่หาไม่ได้ในเมืองใหญ่ เสริมให้กาแฟมีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้น ถ่ายรูปกันอยู่พักใหญ่ ถึงได้มาจัดการกับเสบียงมื้อเช้า เก็บข้าวของ เพราะตั้งใจจะเดินลงถึงหน่วยทับแขกไม่เกินเที่ยง จะได้มีเวลาไปโต๋เต๋ที่อ่าวพระนางซะหน่อย แต่นั่นไม่ทำให้เราต้องเร่งรีบเก็บข้าวของออกเดินทางได้เท่ากับเมฆฝนดำๆ ก้อนใหญ่ที่ลอยต่ำลงมาทุกที

       ยังไม่ทันออกเดิน ฝนก็ตกเปาะแปะแต่ไม่มากนัก ขาลงนี่ทำเวลากันได้ดี แม้จะแวะถ่ายรูปเล่นกันตรงจุดชมวิวที่เป็นหินยื่นไปในอากาศ ให้อารมณ์คล้ายๆ กับที่ยืนถ่ายที่ผาหล่มสักของภูกระดึง แถมในรายทางยังมีกล้วยไม้ หรือเห็ดสารพัดชนิด ที่ดึงให้เราหยุดถ่ายรูปครั้งละนานๆ แต่ด้วยเวลาราว 1 ชั่วโมง เราก็ถึงข้างล่างตามเวลาเป๊ะๆ อย่างเหลือเชื่อ

       นี่แหละหนา เวลาเดินขึ้นช่างแสนยากเข็ญ เหนื่อยแสนเหนื่อย แต่ขาลงมันช่างไวนัก ก็คงเหมือนกับชีวิตคนละมั้ง ตอนขาขึ้นก็เหนื่อยนะ ทำงานหนัก ต่อสู้กับหลายสิ่งหลายอย่างกว่าจะประสบความสำเร็จ แต่พอขาลง ดิ่งลงพรวดๆ เลยเชียว (ถ้าประมาท)

       ขากลับก็เหมือนเดิม เราโบกรถจากหน่วยทับแขก ออกมาถึงแยกอ่าวพระนาง แวะกินก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋นตรงสามแยกก่อน อร่อยจัง เบิ้ลซะเลย จากนั้นถึงได้เริ่มมหกรรมโบกอีก โบกไป 2 ต่อ ก็ถึงทางเข้าบ้านพอดี ต้องขอบคุณพี่ๆ น้ำใจดีทุกท่าน

       เป็นอีกครั้งที่เดินทางไปเที่ยวกระบี่ แต่ก็ยังไม่ได้แตะน้ำทะเลที่สวยใสไพลินของท้องทะเลกระบี่ หากแต่คราวนี้ได้ขึ้นไปนอนทอดสายตา มองดูเกาะแก่งต่างๆ ที่มีชื่อเสียงแทน แถมได้เห็นว่า กระบี่ไม่ได้มีดีแค่ที่ทะเลเท่านั้น แต่ยังมีน้ำใจ และมีป่าไม้ที่เป็นมรดกล้ำค่าทางธรรมชาติอยู่ด้วย