ไลฟ์สไตล์

ปรับค่าแรง-สินค้าขึ้นรากหญ้าระทม

ปรับค่าแรง-สินค้าขึ้นรากหญ้าระทม

12 ก.ย. 2554

ปรับค่าแรงขั้นต่ำ-สินค้าขึ้นตาม ภาระยิ่งใหญ่"คนระดับรากหญ้า" : ทีมข่าวภูมิภาค รายงาน

            ล่าสุด นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยืนยันที่โรงแรมเชียงใหม่ แกรนด์วิว จ.เชียงใหม่ เมื่อปลายสัปดาห์ ที่ผ่านมาว่า นโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่จะให้แรงงานมีรายได้วันละไม่น้อยกว่า 300 บาท เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนี้ ที่ทำได้จริง และในเดือนมกราคม 2555 จะมีการปรับรายได้ขั้นต่ำได้ 40% พร้อมกันทั่วประเทศอย่างแน่นอน หลังจากก่อนหน้านี้ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงถึงนโยบายการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท จะนำร่องไปก่อน 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม ภูเก็ต สมุทรสาคร และปทุมธานี โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2555

             แม้นายเผดิมชัยจะยืนยันว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ไม่มีปัญหา แต่หากมองถึงภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากภาคเกษตร รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและรายย่อย หรือเอสเอ็มอี โอท็อป และผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเป็นภาคที่มีการจ้างแรงงานที่จำนวนมากที่สุดส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบ จะเห็นได้จากการสำรวจของศูนย์วิจัยและเศรษฐกิจอีสาน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ระบุว่า ผลสำรวจค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาท กับ เอ็สเอ็มอี อีสาน จากกลุ่มตัวอย่าง 400 ราย ส่วนใหญ่ต่างเห็นว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีสาน จะสามารถอยู่ได้ต้องมีอัตราค่าแรงที่เหมาะสมจริงอยู่ระหว่าง 200-249 บาทต่อวัน หากปรับขึ้น 300 บาท ต้องขึ้นราคาสินค้าถึง 50% จึงจะอยู่ได้

             เช่นเดียวกันกับผู้ประกอบการสินค้าโอท็อป ซึ่ง นายองอาจ กิตติคุณชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทนั้น มองว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่คงไม่มีปัญหา กระทบไม่มากนัก เพราะหากกระทบมากสามารถใช้เครื่องจักรหรือนำเทคโนโลยีมาทดแทนการใช้แรงงานได้ แต่จะไปกระทบธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอี โอท็อป รวมถึงธุรกิจที่มีรายได้จากการรับจ้างกินค่าแรง รับช่วงทำ ทางออกต้องหามาตรการลดภาษีจาก 30% เหลือ 20% ก็จะช่วยบรรเทาได้ส่วนหนึ่ง

 

สวนปาล์ม-ฟาร์มกุ้งไม่พร้อม

 

             ขณะที่เกษตรกรปาล์มน้ำมัน นายเดชา วันโชติ เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมัน อ.กะเปอร์ จ.ระนอง ชี้ให้เห็นว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ในส่วนของภาคเกษตรคงไม่พร้อมจะรับนโยบายดังกล่าว เพราะเป็นการสร้างปัญหาในการที่จะจ้างงาน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีลูกจ้าง 2-5 คน ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการจ้างแบบรายวัน วันละ 180 บาท ขณะนี้คนงานเริ่มทวงถามถึงสิทธิกันแล้ว จึงต้องจ้างเฉพาะช่วง อาทิ ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เป็นต้น

             เหมือนกับกิจการบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่ง นายชิต มาเนตร เจ้าของบ่อเลี้ยงกุ้ง อ.สุขสำราญ จ.ระนอง กล่าวว่า มีลูกจ้างซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวรวม 12 คน ใช้วิธีการจ้างแบบรายเดือน เดือนละ 4,800 บาท หรือเฉลี่ยวันละ 170 บาท มีสวัสดิการคือที่พักและอาหาร หากต้องมีการปรับค่าจ้างเป็น 300 บาทในขณะนี้คงทำไม่ได้ หากต้องทำก็คงจะต้องลดจำนวนคนงานลง ลำพังปัจจุบันเกษตรกรก็แย่อยู่แล้ว เพราะประสบปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งต้นทุนการผลิต ภัยธรรมชาติ ความไม่แน่นอนของราคาสินค้า เป็นต้น

 

ห่วงนายทุนกดราคาปลายทาง

 

             ส่วน นายครรชิต เหมะรักษ์ ประธานเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อย กล่าวว่า กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยส่วนใหญ่จะใช้แรงงานคนในพื้นที่ หรือคนในท้องถิ่นนั้นๆ จะจ้างงานเป็นการรับเหมาเป็นรายเดือน เดือนละ 4,000-5,000บาท ซึ่งสามารถสร้างความเข้าใจและตกลงกันได้ แต่สิ่งที่เป็นกังวลมากกว่าการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท คือ ผลกระทบทางอ้อมที่เกิดจากอุตสาหกรรมหลัก หากมีการปรับค่าแรงทางโรงงานต้องแบกรับต้นทุนการผลิตเพิ่ม จะทำให้โรงงานหันมากดราคากุ้งในท้องตลาดแทน

 

ใช้วิธีจ้างเหมาจึงไม่กระทบ

 

             นายสมาน ทัดเที่ยง ประธานสมาพันธ์เครือข่ายเกษตรกรลุ่มน้ำกวง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท คงไม่กระทบภาคเกษตรมากนัก โดยเฉพาะเกษตรกรที่ผู้ปลูกข้าว เนื่องจากที่ผ่านมา ใช้วิธีการจ้างเหมาปลูกข้าวคิดเปฌนต่อไร่จะอยู่ที่ 1,600-1,700 บาท โดยจะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงการปลูกข้าวจะคิดราคาเฉลี่ยไร่ละ 1,000 บาท เริ่มตั้งแต่เวลา 05.00 น.จนถึงค่ำ ช่วงที่สองเป็นช่วงการเก็บเกี่ยว โดยจะใช้เครื่องจักรราคาเก็บเกี่ยวไร่ละ 600-700 บาท แต่ละวันจะเก็บเกี่ยวได้ไม่ต่ำกว่า 20-30 ไร่ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน

             นางละออ บุญเฉลี่ยว เกษตรกรวัย 63 ปี จาก ต.ศิลา อ.เมือง จ. ขอนแก่น กล่าวว่า มีอาชีพทำไร่นาสวนผสม ที่ผ่านมาเวลาทำนาต้องจ้างคนข้างบ้าน แต่ตอนนี้ไม่ได้ได้จ้างแรงงาน แต่ถ้ามองภาพรวมการปรับค่าแรง 300 บาท ไม่เห็นด้วย เพราะทำให้มีผลกระทบในหลายด้าน โดยเฉพาะราคาสินค้าที่แพงมาขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกอย่าง ไม่ว่าเครื่องใช้อุปโภคบริโภค และบางครั้งคนงานที่จ้างไปทำงานไม่คุ้มกับค่าจ้างด้วย

             "ที่จริงแล้วชาวนาเห็นด้วยกับรัฐบาลชุดเก่ามากกว่า แต่เมื่อมีนโยบายบัตรเครดิตเกษตรกรเข้ามาจึงเป็นสิ่งชักจูงให้เลือก ทั้งๆ ที่บัตรเครดิตเกษตรกรเป็นการยืมเงินคนอื่นมาใช้ก่อน แต่ก็ต้องใช้เขาอยู่ดี" นางละออ กล่าว


ไม่กระทบค่าจ้าง..แต่ขอขึ้นราคา

 

             สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ ยืนยันว่า ภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ ซีพี มีนโยบายปรับค่าแรงและเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ประกาศมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เพื่อต้องการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พนักงาน จึงควรมีนโยบายปรับเพิ่มค่าแรงพนักงานเพื่อให้เกิดความสมดุลกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม

             ส่วน นายสุชาติ ชื่นชมกิจ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาบุคลากร บริษัทศรีวิโรจน์ฟาร์ม จำกัด ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ที่ได้มาตรฐาน ส่งขายทั่วอีสาน กล่าวว่า สำหรับบริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อาจจะส่งผลให้ราคาไข่เพิ่มขึ้นประมาณ 1 สตางค์ เท่านั้น เพราะส่วนใหญ่ลูกจ้างก็ได้รับเงินเกินวันละ 300 บาทอยู่แล้ว

             นี่เป็นเสียงสะท้อนเพียงบางส่วนของภาคการเกษตร ภาคธุรกิจขนาดกลางและและขนาดย่อม ซึ่งเป็นคนระดับรากหญ้าที่พวกเขาต้องแบกภาระจากการปรับค่าแรงขึ้นต่ำวันละ 300 บาท ซึ่งนอกจากต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้นแล้ว ยังต้องซื้อสินค้าที่ราคาแพงตามมา และอาจถูกกดขี่ราคาผลผลิตจากอุตสาหกรรมอีกในอนาคต