
บ้านไม่กลัวน้ำ(ท่วม)3
บ้านไม่กลัวน้ำ (ท่วม) 3:คนรักบ้าน/บ้านไม่บาน โดย... อ.เชี่ยว
สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ในสัปดาห์นี้มาว่ากันต่อถึงสาระน่ารู้ที่ควรจะรู้และผมเชื่อว่าจะเป็นสารประโยชน์เป็นอย่างยิ่งสำหรับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ทั่วประเทศที่กำลังคิดจะมี “บ้าน” หรือคิดที่จะปรับปรุงซ่อมแซม “บ้าน” เพราะในปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโดยรวมนั้นขาดความสมดุล เลยเป็นผลให้เกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้นซ้ำซากอยู่อย่างบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม ภัยที่เกิดจากพายุโซนร้อน ภัยจากพายุไต้ฝุ่น ภัยจากสึนามิ ภัยจากแผ่นดินไหว และภัยอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ที่ไม่เคยเกิดก็มาเกิดกันในช่วงเวลานี้ ผมเชื่อว่าเป็นผลมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่บันยะบันยัง
อีกทั้งยังไม่ได้เดินตาม “ศาสตร์พระราชา” ที่ว่าด้วยความ “พอเพียง” ประสานกันอย่างสมดุลระหว่าง “ประโยชน์” และ “ความสุข” มุ่งแต่กอบโกยตักตวงแสวงหาผลประโยชน์บนพื้นฐานของ “ความทุกข์” อันขับเคลื่อนด้วย “ความโลภ” ดังนั้น จะเห็นได้ว่ายิ่งพัฒนาก้าวไปข้างหน้ามากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งเป็นการเร่งรัดให้เกิดการทำลายบรรดา “ของดี มีอยู่” อันเป็น “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ที่ก่อให้เกิดเป็น “ภูมิปัญญา” ในการบริหารจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างรู้เท่าทัน ก่อให้เกิดเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ให้แก่สังคมไทยมายาวนานหลายช่วงอายุคน แต่พอได้ทำลาย “ภูมิคุ้มกัน” เหล่านี้ สังคมไทยก็เลยสับสนวุ่นวายจับต้นชนปลายกันไม่ถูกดังที่เห็นในปัจจุบันนี้ครับ
สาระน่ารู้เกี่ยวกับ “บ้านไม่บาน” ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม) ในอาทิตย์นี้ผมอยากฝาก แนวคิดที่สำคัญ 6 ประการ เพื่อที่แฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” จะได้นำไปต่อยอดทางความคิด เป็น “ภูมิคุ้มกัน” เอาไว้สู้กับวิกฤติการณ์ทางธรรมชาติ อันประกอบไปด้วย แนวคิดประการที่ 1 คือ กระบวนการออกแบบอาคารบ้านเรือนที่ถูกต้อง ตามหลักสถาปัตยกรรมในเขตร้อนชื้น คงต้องย้ำกันอยู่เสมอ ว่าสภาพภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศของบ้านเรานั้น ฝนตกชุกและมีแดดแรงตลอดทั้งปี เพราะตั้งอยู่ในเขต “เส้นศูนย์สูตร” อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้”
รวมทั้งพายุโซนร้อนและมีน้ำท่วมหลากเป็นช่วงๆ เป็นประจำอย่างนี้ทุกปี เมื่อทำ การออกแบบอาคารบ้านเรือนโดยไม่เคารพกฎกติกามารยาทของธรรมชาติ นอกจากจะทำให้เราอยู่อย่างไม่ร่มเย็นเป็นสุขแล้ว เรายังต้องทนทุกข์กับภัยพิบัติต่างๆ ทางธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นผลให้อาคารบ้านเรือนของท่านจะไม่ยืนยง คงทนถาวร และออกอาการให้เห็นเป็นระยะๆ ต้องซ่อมโน่น แก้ไขนี่ อยู่ตลอดเวลา
แนวคิดประการที่ 2 คือ การเลือกใช้วัสดุที่มีความเหมาะสม มีราคาที่ไม่แพงจนเกินไปหรือมีราคาถูกจนเกินไป จนด้อยคุณภาพ และควรเป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างและตกแต่งภายในที่มีความคงทนถาวรต่อการใช้งาน แนวคิดประการที่ 3 คือ การก่อสร้างที่ถูกต้อง รวดเร็ว และประหยัด อีกทั้งยังต้องถูกหลักวิชาการ ทั้งทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ซึ่งคำว่า “ประหยัด” ของผมในที่นี้จะต้องครอบคลุมถึงการ ประหยัดทั้งทุนทรัพย์ ประหยัดเวลา ประหยัดพลังงาน รวมทั้งจำเป็นต้องประหยัดทรัพยากรไปพร้อมกัน ดังนั้น ในการก่อสร้างจะต้องไม่ทำซ้ำและไม่เหลือเศษ อีกทั้งยังต้องลงมือทำโดยใช้ “ความรู้” ไม่ใช่ใช้ “ความรู้สึก” รวมถึงการศึกษาค้นคว้าหาระบบระเบียบกรรมวิธีการก่อสร้าง ในรูปแบบใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการ “ก่อสร้างสำเร็จรูป” (PRE-FABRICATION) ที่จะทำให้ราคาในการก่อสร้างลดลงและสร้างได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
แนวคิดประการที่ 4 คือ การออกแบบตกแต่งภายในในราคาประหยัด ต้องทำแบบ “ไฮโซ-โลว์คอสต์” อย่าง “พอเหมาะ พอดี พอสมควร” ให้ถึงพร้อมกับ “อรรถประโยชน์” โดยยึดหลักว่าจะต้องสามารถใช้งานได้จริง เพราะ “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน” นั้น ไม่ใช่โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์หรือห้องแสดงสินค้า ดังนั้น ทุกอย่างควรใช้งานได้จริง ไม่ใช่ตั้งไว้ดูเล่นโก้ๆ หรือเพียงเพื่อ “อวดรวย” หรือ เพื่อความ “ทันสมัย”
แนวคิดประการที่ 5 คือ การทะนุบำรุงดูแลรักษาอาคารบ้านเรือน ซึ่งในปัจจุบันปัญหาหลักที่กำลังเผชิญอยู่ คือ “ร้อน รั่ว ร้าว” ตลอดจน “การต่อเติม” และการซ่อมบำรุง ดังนั้นจึงต้องคิดเสมอว่า ยิ่งเราเอาใจใส่ดูแลรักษาอาคารบ้านเรือนดีเท่าไร อาคารบ้านเรือนก็จะกลับมาดูแลเราดีเท่านั้น
แนวคิดประการที่ 6 คือ ความ “งามง่าย พอเพียง” อันจะนำไปสู่ “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน” อันเป็น “ทั้งที่รักและที่พัก” เพราะในสภาพสังคม “แดกด่วน” ในปัจจุบันที่มาพร้อมกับกระแส “โลกาภิวัตน์” (หรือ “โลกาวิบัติ”) คนส่วนใหญ่จึงมักจะหลงไปกับลัทธิ “วัตถุนิยม” (หรือ “บริโภคนิยม”) จนทำให้ลืมคิดไปว่าอาคารบ้านเรือนแต่ละหลังนั้นไม่ใช่เพียงแค่ประกอบไปด้วย เหล็ก, หิน, ปูน, ทราย, ไม้, อิฐ, กระจก ฯลฯ ตลอดจนอุปกรณ์ตกแต่งที่สวยงาม ทันสมัยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน” นั้นควรเป็นที่ที่มีชีวิตชีวา ต้องเป็นทั้ง “ที่รัก” และ “ที่พัก” ไปพร้อมๆ กัน ซึ่ง แนวคิดที่สำคัญ ทั้ง 6 ประการที่ผมกล่าวมานี่แหละครับเป็นหัวใจที่จะขาดเสียข้อหนึ่งข้อใดไปไม่ได้ ก็เลยอยากฝากไว้ให้แก่บรรดาแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ทั่วประเทศเพื่อพิจารณากันครับ
เมื่อได้รับรู้ รับทราบเช่นนี้แล้ว ก็กลับมาเถอะครับ กลับสู่ “บ้านไม่บาน” ในรูปแบบ “ร่วมสมัยแบบไทย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบให้มีการยกพื้นสูง อีกทั้งยังเป็น “บ้านไม่บาน” ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม) และยังเป็น “บ้านไม่บาน” ที่มีหลังคาสูงชัน มีชายคายื่นยาวทำให้ไม่กลัวทั้งแดดและฝน ก็เลยเป็นผลให้เป็น “บ้านไม่บาน” ที่ “สวยทน สวยทาน สวยนาน” เพราะได้นำแนวคิดที่สำคัญทั้ง 6 ประการ ของผมมาประยุกต์ใช้ ในใจผมลึกๆ ก็อยากให้สังคมไทยหันกลับมาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับ “วัฒนธรรมน้ำ” และ “วัฒนธรรมข้าว” แบบการใช้ชีวิตใน “เรือนทรงไทย” ของ คุณย่า ของผมที่ “บางแพ” จ.ราชบุรี ที่ไม่เคยกลัวน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก แต่กลับเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างกลมกลืน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เป็นวิถีชีวิตที่นอกจากมี “ภูมิคุ้มกัน” แล้วยังถึงพร้อมด้วย “ประโยชน์” และ “ความสุข” แบบ “งามง่าย พอเพียง” อย่างแท้จริงครับ
สำหรับในสัปดาห์นี้ก็อยากฝากเตือนสติบรรดาผู้ที่มี “อำนาจวาสนา” รวมทั้งบรรดาชาว “คนรักบ้าน” ที่กำลังหลงใหลได้ปลื้มไปกับความ “ทันสมัย” แบบฉาบฉวย ที่ “มาแรงไปเร็ว” จนทำให้ลืม “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” อันเป็นพื้นฐานของ “ภูมิปัญญา” และนำมาซึ่ง “ภูมิคุ้มกัน” ที่ทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขใน “บ้านไม่บาน” ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม) ของพวกเรา สำหรับในสัปดาห์นี้คงมีสาระน่ารู้เพียงแค่นี้ ท่านที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลย้อนหลังได้ใน เว็บไซต์ยอดฮิตของชาวคนรักบ้าน www.homeloverthai.com แล้วพบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ



