
วัดคูเต่าเตรียมฉลองรางวัล'ยูเนสโก'
คณะกรรมการวัดคูเตาเตรียมหารือจัดกิจกรรมฉลองรางวัล'ยูเนสโก' ยกเป็นความสำเร็จของชุมชนที่ร่วมแรงร่วมใจกันอนุรักษ์โบราณสถานในท้องถิ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากปรากฎเป็นข่าว ศาลาโบราณสถานวัดคูเต่า ม.6 ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ได้รับรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปี 2011 จากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) มีบุคคลที่ทราบข่าวได้เดินทางไปดูศาลาหลังดังกล่าว รวมถึงสื่อมวลชนทั้งสิ่งพิมพ์และทีวีที่เดินทางถ่ายทำข่าว
พระอธิการมาโนช กตบุญโญ เจ้าอาวาสวัดคูเต่า กล่าวว่า เพิ่งทราบข่าวจากกรุงเทพฯ โทรศัพท์มาแจ้งว่าได้รับรางวัล หลังจากนั้นก็ผู้ใหญ่ของวัดมาบอกให้ได้ทราบอีกครั้ง ก็ดีใจที่ได้รับรางวัล แต่ก็ไม่รู้ว่ารางวัลมันสำคัญแค่ไหน และจะหารือกับคณะกรรมการวัด ว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ชุมชนได้รับทราบว่ารางวัลนี้สำคัญอย่างไร
"ก็คงต้องปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไร เพราะศาลาหลังนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน ของชุมชนที่ร่วมกันบูรณะก็อยากให้ชุมชนได้ร่วมภูมิใจกับรางวัลนี้ด้วย" พระอธิการมาโนช กล่าว
เจ้าอาวาสวัดคูเต่า กล่าวต่อว่า หลังจากที่เป็นข่าวก็มีนักท่องเที่ยว ที่รู้ว่าเป็นนักท่องเที่ยว ก็เพราะไม่ใช่คนในพื้นที่ เดินทางมาดูศาลาและถ่ายรูปกันประมาณ 4-5 คน การบูรณะใช้เวลาประมาณ 2 ปี โดยมีสถาบันอาศรมศิลป์ เป็นที่ปรึกษาในการบูรณะ เพื่อให้คงไว้แบบดั้งเดิมมากที่สุด ใช้งบประมาณในการบูรณะประมาณ 300,000 กว่าบาท เป็นเงินที่ได้จากการทำบุญของคนในชุมชน
สำหรับศาลาดังกล่าว เป็นศาลาหลังแรกที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับวัด ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของวัด รวมถึงเป็นสถานที่สอนหนังสือ โดยของเดิมศาลาจะมีผนังล้อมรอบ อายุก็กว่า 100 ปี
เจ้าอาวาสวัดคูเต่า ยังกล่าวอีกว่า นอกจากศาลาที่ได้รับรางวัลแล้ว ยังมีโบราณสถานเก่าแก่ของวัดหลายอย่าง ที่อยู่ระหว่างเตรียมการบูรณะในอนาคต เช่น หอบาตร ที่วางแผนจะบูรณะในปี 2555 นอกจากนี้ทุกวันพฤหัสบดี ที่วัดจะมีตลาดนัด 100 ปี เป็นตลาดนัดแบบโบราณ อยู่ริมคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นคลองแบ่งเขตระหว่าง อ.หาดใหญ่ กับ อ.บางกล่ำ
นายชาญวิฑูร สุขสว่าง รองนายกอบต.แม่ทอม ในฐานะเจ้าของความคิดบูรณะ และนำเสนอผลงานกับทาง ยูเนสโก กล่าวว่า เดิมต้องการสร้างจิตสำนึกของชุมชนให้หวงแหน และรู้คุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน โดยเฉพาะโบราณสถานก็เลยคิดว่า จะขอความร่วมมือจากคนในชุมชนมาร่วมกันบูรณะศาลาหลังนี้
ในขณะเดียวกัน ช่วงนั้นมีอาจารย์จากสถาบันอาศรมศิลป์ กรุงเทพฯ เดินทางลงมาในพื้นที่ จึงขอคำปรึกษาในเรื่องการบูรณะศาลา เนื่องจากเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ จึงอยากได้คำแนะนำจากผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ซึ่งทางอาจารย์เขาเห็นด้วย และตกลงที่จะช่วยกันบูรณะศาลาหลังนี้ โดยใช้
การมีส่วนร่วมในชุมชุนเป็นหลัก ทั้งแรงกาย เงินบริจาค การทำเสื้อยืดขาย หารายได้
"หลังจากบูรณะเสร็จอาจารย์ท่านก็แนะนำว่า น่าจะนำไปจัดนิทรรศกาลที่กรุงเทพฯ ก็นำไปจัดก็ได้รับรางวัลจากสถาปนิกสยาม ซึ่งจะมีการรับรางวัลในปี 2555 และมาถึงรางวัลจากยูเนสโกล่าสุด"
นายชาญวิฑูร กล่าวและว่า ดีใจที่ได้รับรางวัลนี้ เพราะเป็นรางวัลสำคัญ แต่ที่ภูมิใจมากกว่าก็คือ ชุมชุนเราได้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของชุมชน และจิตสำนึกถึงคุณค่าโบราณสถานในท้องถิ่น อันนี้ถือว่ายิ่งใหญ่มากสำหรับผม และคิดว่าจะเป็นแรงผลักดันให้ชุมชนเกิดความร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น
สำหรับการจิดกรรมเพื่อเชิดชูเกียรติ หรือให้ชุมชุนได้ร่วมกันภาคภูมิใจกับสิ่งที่ร่วมกันทำ รวมถึงอาจารย์จากสถาบันอาศรมศิลป์ หรือแม้กระทั่งช่างจากจังหวัดเพชรบุรีที่มาสอนการผสมปูนแบบโบราณ ด้วยการตำปูน เพื่อให้การบูรณะคงไว้แบบเดิมมากที่สุด ก็จะหารือกับคณะกรรมการของวัดว่าจะทำอะไรแค่ไหน
นายชาญวิฑูร ยังกล่าวอีกว่า หลังจากได้รับรางวัลนี้แล้ว เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งที่จะต้องทำคือเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าเที่ยวชมโบราณสถานของวัด เพื่อไม่ให้ถูกทำลายหรือเติมแต่ง ทำคุณค่าของโบราณสถานเสียไปได้ คือสิ่งที่ต้องคิดหลังจากนี้



