ไลฟ์สไตล์

แคชเมียร์:ไยใครจึงอยากครอง?

แคชเมียร์:ไยใครจึงอยากครอง?

11 ก.ย. 2554

ท่องไปกับใจตน : แวะเวียนเมืองเอกของแคว้นแคชเมียร์ ซึมซับวิถีชีวิตที่เรียบง่าย โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล

        บนเส้นทางพิสุทธิ์จากศรีนาคาร์ เมืองเอกของแคว้นแคชเมียร์ สู่ “พาฮาลแกม” หนึ่งในบรรดาหุบเขาที่ได้รับสมญาว่า “สวรรค์บนดิน” ระยะทาง 87 กิโลเมตร ลัดเลาะไปตามไร่นาและลำน้ำ บนถนนที่ลดเลี้ยวเคี้ยวคด ทว่างดงามที่สุดสายหนึ่งในชมพูทวีป เราจำต้องแวะเข้าห้องน้ำและผ่อนคลายอิริยาบถ ณ เมืองที่ชาวแคชเมียร์ออกเสียงว่า “อานัตนาค” ซึ่งผมรู้สึกคุ้นๆ กับชื่อนี้ยังไงพิกล จนกระทั่งไปเจอชื่อภาษาอังกฤษในแผนที่ เขียนว่า Anantnag ก็ร้อง อ๋อ! เมืองของพญาอนันตนาคราช บริวารของพระนารายณ์ มหาเทพฮินดูนั่นเอง

        อ้าว! แล้วไยมาตั้งโดดเด่นอยู่ของท่ามกลางวงล้อมของอิสลามมิกชนเช่นนี้ ? แถมในแผนที่ยังมีวงเล็บกำกับเป็นภาษาอังกฤษไว้ว่า Anantnag (Islamabad = เมืองของชาวอิสลาม) แต่หากกวาดตาบนแผนที่แคชเมียร์ พบว่ายังมีเมือง Ramnagar = รามนครา หรือเมืองของพระราม อวตารหนึ่งของพระนารายณ์ ในมหากาพย์รามายาณะ นั่นหมายความว่า ชื่อเมืองต่างๆ ในมหากาพย์นั้น ชาวฮินดูเชื่อว่ามีอยู่จริง เฉกเช่นที่เชื่อว่า เกาะลังกา คือกรุงลงกาของทศกัณฐ์

        สันนิษฐานว่าชื่อ อนันตนาค และรามนครา ตั้งขึ้นในสมัยที่มหาราชาชาวอินเดีย ซึ่งนับถือศาสนาฮินดู เคยปกครองแคชเมียร์เมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว และถือเป็นต้นเหตุสำคัญของความขัดแย้งรุนแรงระหว่างอินเดียกับปากีสถาน เพราะมหาราชายืนยันกับอังกฤษว่าจะปกครองแคชเมียร์ในฐานะแคว้นอิสระ ไม่ขึ้นกับทั้งอินเดียและปากีสถาน

        แต่ครั้นปากีสถานรุกเร้าว่าชาวแคชเมียร์ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แคชเมียร์ก็ควรเป็นของปากีสถาน แล้วส่งกองกำลังเข้ามาจะยึดครอง มหาราชาเห็นท่าไม่ดีก็รีบทำสัตยาบันยกแคชเมียร์ให้เป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย สร้างรอยแค้นให้ปากีสถาน ถึงขั้นทำสงครามแย่งชิงแคชเมียร์กับอินเดียไม่รู้จบ มีผู้คนล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ถึงปัจจุบันที่ดูเงียบสงบ แต่ความจริงยังมีความแค้นเคืองคุกรุ่นอยู่ในใจทั้งสองฝ่าย ใครที่จะไปเยือนแคชเมียร์จึงต้องตรวจสอบสถานการณ์ว่าช่วงนั้นทั้งสองฝ่ายเขาฮึ่มๆ กันหรือเปล่า ?

        แต่ช่วงที่ผมไปนั้นเงียบสงบ ระหว่างเดินชมเมืองของพญาอนันตนาคราช ผมไม่เห็นอะไรที่บ่งบอกความเป็นฮินดู เพราะทั้งผู้คนพลเมืองและมัสยิด ล้วนแล้วแต่เป็นมุสลิม ซึ่งต่างชะโงกหน้ามาดูพวกเรา อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเดินที่เมืองนี้มากนัก แต่ครั้นผมเอามือขวาแตะที่หัวใจแล้วอำนวยพร “อัสซาลามุอะไลกุม” ขอสันติสุขจงบังเกิดแก่ท่าน ทั้งพ่อแก่แม่เฒ่าชาวเมืองก็อนุญาตให้เราถ่ายภาพได้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส รวมทั้ง “เธอ” คนนั้นที่โบกมือจากหน้าต่างบ้านมาทักทายเรา ด้วยรอยยิ้มอันชวนตะลึงในความงามดั่ง “นางสีดา” กลับชาติมาเกิด จนคณะของเราต้องฮัมเพลง...โฉมเอย โฉมงามอร่ามแท้แลตะลึง...ไปพร้อมๆ กัน       

        ทว่า ผมไม่กล้าถ่ายภาพเธอโดยไม่ขออนุญาต ด้วยตระหนักดีว่า ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่นๆ จะทำอะไรตามใจไม่ดีแน่ โชคดีที่ผู้หญิงเขาสื่อสารกันได้ เธอจึงเดินมาหาพวกเราตามคำเชื้อเชิญของผู้มาเยือนสาวๆ และอนุญาตให้ถ่ายภาพด้วยอาการเขินอายอย่างน่ารักเป็นธรรมชาติ

        คุณพระช่วย! บางมุมของเธอเกือบทำให้ผมอุทานว่า “คุณแพนเค้กมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร?” แต่เพื่อนผมบอกว่าเธอคมเข้มกว่าแพนเค้กเสียด้วยซ้ำ น่าเสียดายที่มัวถ่ายภาพกันจนลืมถามชื่อเธอ เพราะถูกเตือนว่าเราเสียเวลาที่นี่นานเกินไปแล้ว ทั้งๆ ที่ความจริง...ยังน้อยไปมากกว่า

        ระหว่างทางจากอนันตนาคสู่หุบเขาพาฮาลแกม หรือหุบเขาคนเลี้ยงแกะ เราพบคนเลี้ยงแพะและแกะเป็นระยะๆ สลับกับภาพสาวมุสลิมในชุดสีสันสดใสกำลังดำนากันน่ารักอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บางช่วงเราเห็นโรงงานผลิตไม้ตีคริกเก็ต เพราะที่นี่มีไม้วอลนัทขึ้นชุกชุม จนกล่าวได้ว่าแคชเมียร์คือแหล่งผลิตไม้คริกเก็ตที่ดีที่สุดโลก

        แต่ครั้นเมื่อรถจอดที่ทุ่งโล่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เราต่างต้องตะลึงกันอีกครั้ง เมื่อทราบว่าถึงเดือนตุลาคมของทุกปี ทุ่งหญ้าแห่งนี้จะกลายเป็นทุ่งทองคำ เพราะที่นี่คือแหล่งปลูก “แซฟฟรอน” (Saffron) พืชสมุนไพรที่คนไทยรู้จักในนาม “หญ้าฝรั่น” คุณภาพดีและราคาแพงที่สุดในโลก แพงจนไม่มีใครกล้าเดาว่ากิโลกรัมละเหยียบแสนบาท!

        เพราะชาวอินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ รวมถึงยุโรป นิยมใช้แซฟฟรอนเป็นเครื่องเทศปรุงอาหารทั้งคาวและหวานให้มีกลิ่นหอม โดยเฉพาะอาหารในงานเฉลิมฉลองต่างๆ ทั้งยังมีสรรพคุณเป็นยาชูกำลัง บำรุงหัวใจ เป็นยาอายุวัฒนะ และบำรุงผิวให้เปล่งปลั่ง ในขณะที่แซฟฟรอนจะออกดอกปีละแค่ 20-30 วันในช่วงเดือนตุลาคม และแต่ละดอกมีเกสรสีแดงให้ใช้ทำยาและเครื่องเทศได้ 3 เส้นเท่านั้น

        การจะเก็บแซฟฟรอนแห้งให้ได้สัก 1 ปอนด์ จะต้องใช้ดอกแซฟฟรอนมากถึง 5-7 หมื่นดอก เก็บมาแล้วก็ต้องรีบนำมาคั่วให้แห้งทันที โดยยังไม่มีเครื่องจักรใดทำงานนี้แทนคนได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมแซฟฟรอนจึงแพงยิ่งกว่าทอง ว่ากันว่าในโลกนี้มีแหล่งผลิตแซฟฟรอนใหญ่สุดอยู่ที่อิหร่าน แต่แพงสุดนี่สิ อยู่ที่แคชเมียร์ครับ

        สัญจรไปบนเส้นทางพิสุทธิ์ จากศรีนาคาร์ ผ่านอนันตนาค สู่พาฮาลแกม เห็นทุ่งนา ท้องน้ำ และความมั่งคั่งทางทรัพยากร รวมทั้งความงามดั่งสวรรค์บนดินแล้ว ผมถึงเข้าใจถ่องแท้ว่า ทำไม ? ใครๆ ถึงอยากได้แคชเมียร์ไว้ในความครอบครองนัก