ไลฟ์สไตล์

สกสค.ไม่เชื่อครูล่าชื่อถอด'วรวัจน์'

สกสค.ไม่เชื่อครูล่าชื่อถอด'วรวัจน์'

04 ก.ย. 2554

สกสค.ไม่เชื่อครูรวมตัวถอดถอน "วรวัจน์" เพราะเหตุห้ามกู้ ย้ำโครงการ ช.พ.ค.แก้ปัญหาหนี้ครูถูกทาง-เป็นระบบแล้ว ช่วยครูมีวินัยทางการเงินดีขึ้น ครูอีสานชี้รัฐต้องหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยถูกมาให้

           เมื่อวันที่ 4 กันยายน นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวถึงกรณีที่ครูจะรวมตัวเพื่อยื่นถอดถอนนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากห้ามไม่ให้ครูกู้หนี้เพิ่มว่า ในฐานะที่ทำงานแก้ไขปัญหานี้สินครูมากกว่า 10 ปี และคลุกคลีกับครูมาโดยตลอด ยืนยันว่า ครูจะไม่ทำเรื่องอย่างเช่นการรวมตัวมาล่าชื่อถอดถอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อย่างแน่นอน รวมทั้ง จะไม่ทำเรื่องเสียหายอื่นๆ ด้วย ทั้งหมดเป็นความเข้าใจผิดกัน จริงๆ แล้วรัฐบาลนี้ และ รมว.ศึกษาธิการมีเจตนาที่ดีที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เพียงแต่การสื่อความหมายคลาดเคลื่อนและอาจทำให้ครูเกิดความเข้าใจผิด

     นายบำเหน็จ ยืนยันว่า สกสค.จะทำเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครูร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พยายามให้การแก้ปัญหาหนี้สินครูเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ต่อครู จากการทำโครงการปล่อยกู้ของกองทุนการฌาปนกิจส่งเคราะห์ช่วยเพื่อนครู และบุคลากรทางการศึกษา(ช.พ.ค.)มา 6 รุ่น เห็นได้ชัดเจนว่าครูมีวินัยทางการเงินดีขึ้น จำนวนครูที่ยื่นความจำนงต่อศูนย์พัฒนาชีวิตครูของ สกสค.เพื่อขอรับความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาหนี้สินมีจำนวนลดลงทุกปี และครูที่เข้าร่วมโครงการเงินกู้ ช.พ.ค.จำนวน 5 หมื่นคน วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ไม่มีหนี้สินสักราย มีผู้ผ่อนล่าช้าประมาณ 670 คน วงเงินเกือบ 4 ล้านบาท
 
      รองเลขาธิการ สกสค. กล่าวด้วยว่า โครงการนี้มีการปลูกฝังเรื่องการรักษาวินัยทางการเงินให้ครูด้วย ส่วนใหญ่ครูมีวินัยทางการเงินดีขึ้น ครูหลายรายไม่กู้ไปใช้สุรุ่ยสุร่าย บางรายกู้ไปลงทุน เช่น กู้ซื้อสวนยาง เพราะฉะนั้นยืนยันว่า ช.พ.ค.เป็นโครงการที่ดีมีประโยชขน์ต่อครู นอกจากนี้ ศูนย์พัฒนาชีวิตครูยังได้ทำวิจัยเมื่อปี 2554 พบว่า ครูต้องการปรับโครงสร้างหนี้โดยต้องการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำไปล้างหนี้และต้องการให้มีกองทุนแก้ปัญหาหนี้สินครูขึ้นมาดูแลเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ครู มีครูส่วนน้อยเท่านั้นที่ต้องการพักชำระหนี้ เพราะครูส่วนใหญ่มีความอาย และหยิ่งศักดิ์ศรี ต้องการแค่เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ต้องการพักชำระหนี้ เพราะนั่นหมายถึงการไม่มีวินัยทางการเงิน

            "การห้ามครูที่เข้าโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครู ไม่ให้กู้เงินเพิ่มอีกนั้น จริงๆ แล้วคงทำไม่ได้ เพราะการกู้เงินเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ในระเบียบกระทรวงก็กำหนดไว้แล้วว่า การหักเงินเดือนครูในการกู้ต่างๆ ครูจะต้องมีเงินเดือนเหลือไม่ต่ำกว่า 15% เพราะฉะนั้นคงห้ามครูกู้เพิ่มไม่ได้ แต่ก็ต้องดูตามความสามารถของครู ยืนยันอีกครั้งว่า การแก้ปัญหาหนี้สินครูที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่ผ่านโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู ผ่าน ช.พ.ค.นั้น เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องและเป็นระบบแล้ว และยืนอยู่บนฐานปรัชญาเศรฐกิจพอเพียง การสร้างวินัยทางการเงิน เพื่อให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนมูลค่าหนี้ที่อยู่ในโครงการ ช.พ.ค.ทั้งหมด ประมาณ 3 แสนล้านบาท ส่วนแหล่งหนี้อีกแห่งของครูคือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู แต่อยากให้มองว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ก็เป็นสถาบันการเงินของครูที่อยู่เป็นเพื่อนครูมาช้านาน และสหกรณ์ก็ต้องมีการแข่งขันกันเรียกลูกค้า โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นตัวจูงใจ ที่สุดจะต้องมีการลดดอกเบี้ยเงินกู้แข่งขันกัน ซึ่งผู้ที่ได้ประโยชน์คือครู" นายบำเหน็จกล่าว

 

 

ครูอีสานชี้รัฐต้องหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยถูกมาให้

 

            ในส่วนความเห็นของข้าราชการครูนั้น นางคำบาง วงค์คำ ครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านท่าลาด อ.ดอนมดแดง จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า การที่ครูส่วนมากมีปัญหาเรื่องการกู้ยืมเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกู้จากโครงการช.พ.ค. คนละ 1.2 ล้านบาท และกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์นั้น สาเหตุหนึ่งก็เนื่องมาจากเงินเดือนน้อย มีรายจ่ายในครอบครัวมาก โดยเฉพาะกับการศึกษาของบุตร จึงจำเป็นจะต้องกู้ เมื่อกู้มาแล้วถูกหักเงินเงินเดือน ผลที่ตามมาก็คือเงินเดือนไม่พอใช้

             "เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล สิ่งแรกที่ได้ยินทุกรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องครู คือ นโยบายแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินครู ครูมีหนี้สินมากจะต้องมีการช่วยเหลือครู แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ทำไม่ได้ หากรัฐบาลชุดนี้ทำได้และช่วยเหลือจริงจังก็คงจะทำได้ แต่ไม่ใช่แก้ปัญหาโดยการไม่ให้ครูกู้ยืมเงิน สิ่งที่จะแก้ได้อีกอย่างคือทำอย่างไรที่จะให้ครูที่มีหนี้สินมีวินัยในการใช้เงิน ซึ่งครูบางรายกู้เงินจากสวัสดิการเป็นล้าน แต่กลับไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย"

             นายทนงศักดิ์ ศุภการ ข้าราชการครูโรงเรียนศรียาภัย ชุมพร กล่าวว่า จากการที่ได้พูดคุยกับเพื่อนครูด้วยกัน หลายคนมีความคิดเห็นเหมือนกันว่า แนวทางของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเป็นการลิดรอนสิทธิของครู คิดดีแล้วใช่ไหม ที่จะไม่ให้ครูทั่วประเทศกู้เงินสวัสดิการด้านต่างๆ เพราะการเป็นหนี้ของครูเป็นหนี้ที่สามารถรับผิดชอบเองได้

             นายสมศักดิ์ สุวรรณ  อ.ก.ค.ศ.สายผู้สอน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 กล่าวว่า การที่จะไม่ให้ครูกู้เงินเพิ่มอีกและหาแหล่งเงินดอกเบี้ยต่ำมาให้นั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ในขณะนี้ครูส่วนมากจะกู้เงินจากแหล่งเงินกู้ในระบบของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ในอัตราร้อยละ 7 หากหาแหล่งเงินกู้มาให้ครูกู้ได้ในอัตราร้อยละ 2 ก็จะทำให้มีส่วนต่างมาเป็นเงินเหลือให้ได้ใช้จ่ายไม่ต้องไปสร้างหนี้อีก แต่โครงการลักษณะนี้น่าจะทำตามความสมัครใจ สำหรับคนที่เป็นหนี้มาก จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา และควรจะทำเป็นสัญญากับคนที่จะเข้าโครงการจะไม่กู้อีก แต่สำหรับครูที่บรรจุใหม่ อาจจะขาดสิทธิ์ ส่วนนี้ก็ควรจะให้กู้ได้ และก็ควรจะทำเป็นนำร่องไปก่อน เมื่อหลายคนเห็นประโยชน์ก็จะเข้าโครงการทำตาม

              นายจรัส ศรีรัตนกูล  ประธานสมาพันธ์สมาคมครูจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า การที่ครูมีแหล่งเงินกู้ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครูของจังหวัดต่างๆ หรือการกู้ ช.พ.ค.ย่อมจะดีกว่าการที่ครูจะไปกู้เงินนอกระบบ ในการกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ก็ยังได้รับเงินเฉลี่ยคืนในการกู้ แต่หากไม่มีแหล่งเงินเหล่านี้ ครูส่วนหนึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องไปกู้นอกระบบ ที่จะต้องเสียดอกเบี้ยแพง และไม่มีการจ่ายเงินเฉลี่ยคืนและปันผลให้ด้วย เงินกู้จากสหกรณ์ยังเป็นที่พึ่งสำหรับครู เพื่อจะนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น