
ดู'เกษตรพอเพียง'ในนิคมสหกรณ์นำร่อง'พระร่วง-คีรีมาศ-นครเดิฐ'
ดู'เกษตรพอเพียง'ในนิคมสหกรณ์นำร่อง'พระร่วง-คีรีมาศ-นครเดิฐ': ท่องโลกเกษตร โดย สุรัตน์ อัตตะ
อานิสงส์จากโครงการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่สำนักจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปี 2555 มีนิคมสหกรณ์เข้าร่วมโครงการจำนวน 53 แห่งใน 32 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขนั้น ขณะนี้ได้เริ่มเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมแล้ว
ปลายเดือนที่ผ่านมา ทีมงาน "ท่องโลกเกษตร" ตามคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ นำโดย ประพฤติ โภคา ผู้อำนวยการกลุ่มจัดนิคมสหกรณ์และคณะ ลงพื้นที่ตระเวนดูความคืบหน้าการดำเนินงานในนิคมสหกรณ์หลายแห่งใน จ.สุโขทัย เริ่มจากนิคมสหกรณ์พระร่วง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ที่มี ประกอบ เผ่าพงศ์ เป็นผู้อำนวยการนิคมฯ และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการจัดสร้างแปลงสาธิตการทำเกษตรพอเพียงอย่างครบวงจรเพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้เข้ามาศึกษาดูงาน และขณะนี้ได้ขยายผลไปสู่ครอบครัวสมาชิกสหกรณ์เกือบ 100%
"ที่บ้านเราส่งเสริมให้สมาชิกทำเกษตรแบบพอเพียง คือปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เพื่อลดรายจ่ายประจำวัน ส่วนอาชีพเสริมหลังทำนาก็ให้ปลูกถั่วเขียวเพื่อเป็นรายได้เสริม โดยสหกรณ์จะแจกเมล็ดพันธุ์ให้ ผลผลิตเราก็รับซื้อคืนในราคาตลาด ตอนนี้อยู่ที่กิโลละ 40 บาท" ประกอบ เผยถึงวิธีการดำเนินงานที่ผ่านมาระหว่างพาเยี่ยมชมครอบครัว "ประวิทย์ นาคสวัสดิ์" อายุ 58 ปี เกษตรกรสมาชิกนิคมฯ พระร่วงใน ต.นาทุ่ง อ.สวรรคโลก ซึ่งประสบความสำเร็จในการน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ โดยพื้นที่แค่ 2 ไร่เศษ แต่สามารถมีรายได้เฉลี่ย 200-300 บาท จากการเก็บเกี่ยวพืชผักสมุนไพรที่ปลูกไว้บริเวณบ้าน นอกจากนี้ยังมีวัว 3 ตัว หมู 5 ตัว และบ่อเลี้ยงปลาดุก 1 บ่อที่เลี้ยงเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เก็บ
หลังใช้เวลาชื่นชมผลงานความสำเร็จของลุงประวิทย์อยู่พักใหญ่ก็เดินทางไปยังบ้าน "สุชิน ชื่นชอบ" เกษตรกรพอเพียงอีกรายใน ต.หนองกลับ อ.สวรรคโลก ที่ยึดแนวพระราชดำริใช้ในชีวิตประจำวันจนประสบความสำเร็จไม่ต่างไปจากรายแรก บริเวณพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน นอกจากเป็นที่อยู่อาศัยแล้วยังมีการปลูกพืชสมุนไพร ผักชีฝรั่ง พริก กล้วย ขิงข่า โหระพา ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีหมู วัว ไก่ ที่เลี้ยงไว้เพื่อเป็นรายได้เสริม นอกจากรายได้หลักจากการทำนา ปลูกข้าวโพดหวาน และใบยาสูบขาย
จากนั้นทั้งหมดได้เดินทางไปยังนิคมสหกรณ์คีรีมาศ เพื่อเยี่ยมชมบ้านนิคมพัฒนา ต.หนองจิก อ.คีรีมาศ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับจังหวัด โดยมีผู้ใหญ่ไพโรจน์ พุทธาไฝ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ผู้นำคนสำคัญในการพัฒนาหมู่บ้านจนประสบความสำเร็จ ผ่านการผลักดันจากนิคมสหกรณ์คีรีมาศ ที่มี "เรืองศักดิ์ กงล้อม" เป็นผู้อำนวยการ ภายใต้คำขวัญ "เศรษฐกิจพอเพียงคือธรรมชาติ คืนธรรมชาติทั้งหมดสู่หมู่บ้าน"
ระหว่างนั่งรถอีแต๋นสำรวจพื้นที่ภายในหมู่บ้านที่มีกว่า 200 ครัวเรือนที่บ้านนิคมพัฒนาพบว่าบริเวณหน้าบ้านทุกหลังคาเรือนติดริมถนนทั้งสองฝั่งจะเต็มไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายชนิด ส่วนบริเวณบ้านจะปลูกพืชผักสมุนไพร ขณะที่หลังบ้านจะปลูกไม้ผล หรือพืชเศรษฐกิจ อาทิ ฝรั่ง กล้วย อ้อย ขนุน มะม่วง ฯลฯ เพื่อเป็นรายได้หลักของครอบครัว
ผู้ใหญ่ไพโรจน์เล่าว่า เริ่มทำโครงการนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยเริ่มต้นที่บ้านของตัวเอง จากนั้นจึงขยายผลไปสู่เพื่อนบ้านใกล้เคียง 4 หมู่บ้านได้แก่ บ้านทุ่งหนองเมือง บ้านหนองกระดิ่ง บ้านอกหลุ่ม และบ้านนิคมพัฒนา โดยขณะนี้กำลังพัฒนาไปสู่หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างสมบูรณ์แบบ หลังได้รับรางวัลชนะเลิศหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาของจังหวัดสุโขทัย ภายใต้โครงการ "สุโขทัยดินแดนแห่งความสุข"
"สำหรับกิจกรรมในแต่ละครัวเรือนจะยึดหลัก 3 อย่างคือ 1.หน้าบ้านสวย ปลูกต้นไม้ ไม้ดอกไม้ประดับไว้หน้าบ้านเพื่อความสวยงาม 2.หลังบ้าน ปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ ปลูกพืชที่เรากิน กินพืชที่เราปลูกแบบพอมี พอกิน พออยู่ พอใช้ และ 3.ภายในบ้านต้องสะอาดตา จัดบ้านเรือนให้สะอาดเรียบร้อย อย่างบ้านของ เจนจิรา เสนพุธ ก็ได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากการประกวดบ้านสวยงามระดับจังหวัด นี่คือสิ่งที่ยืนยันได้" ผู้ใหญ่บ้านคนเดิมเผยข้อมูล
ไม่เพียงนิคมสหกรณ์พระร่วงและนิคมสหกรณ์คีรีมาศที่แปลงนโยบายรัฐสู่การปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ หากแต่นิคมสหกรณ์นครเดิฐ อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย ที่อยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองประมาณ 80 กิโลเมตรก็มีผลงานเด่นไม่แพ้กัน ยิ่งได้เกษตรกรแกนนำอย่าง "สมทรง ปู่ญวน" หมอดินอาสาประจำตำบลนครเดิฐวัย 60 เศษ ผู้นำปลูกไผ่หวานที่ทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และนำผลรับที่ได้ไปขยายผลสู่ชุมชนใกล้เคียง เช่นเดียวกับ บุญเลิศ โตเปลี่ยน เกษตรกรคนเก่งในนิคมเดียวกันที่พลิกฟื้นพื้นที่ 1 ไร่ สามารถทำรายได้ 1 แสนบาท ภายใน 1 ปี โดยใช้พื้นที่ทำประโยชน์แค่ปลูกข้าว เลี้ยงปลา พร้อมเสริมพืชผักสมุนไพรบนคันนาแค่นี้เอง
นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวของนิคมสหกรณ์ฯ ภายใต้โครงการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่ชุบชีวิตเกษตรกรสมาชิกให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคงตามวิถีพอเพียง



