
คติใหม่สู่'นักขับดีเยี่ยม'
วิถีแห่งความปลอดภัย คติใหม่สู่'นักขับดีเยี่ยม'
รถยนต์ไม่ได้มีแค่มิติของเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่สำคัญเป็นแง่มุมที่เราท่านพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน นั่นคือ ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน "การขับขี่" ถือเป็นส่วนหนึ่งของรถยนต์ การเดินทางไปสู่จุดหมายด้วยชีวิตและทรัพย์สินที่คงอยู่ครบถ้วน ถือว่า เป็นการบรรลุเป้าหมายการเดินทางที่แท้จริง แต่บ่อยครั้งเรายังคงรับทราบถึงอุบัติเหตุและความสูญเสีย
ถึงขั้นสูญเสียชีวิต มีไม่ใครต้องการให้เกิด ทุกคนต้องการความปลอดภัย
มีคำถามที่น่าในใจว่าเราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าตนเองห่างไกลจากโอกาสเกิดอุบัติเหตุ คำตอบคือ “การขับรถเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุนั้น สามารถทำได้” การป้องกันการเกิดอุบัติเหตุก็สามารถป้องกันได้ เช่นกัน
"การป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุนั้นสามารถทำได้ ส่วนการป้องกันอุบัติเหตุนั้นไม่สามารถกระทำได้" เพราะว่าอุบัติเหตุคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วและมีความต่อเนื่อง เช่น รถยนต์ขับมาด้วยความเร็วสูง พอลงจากสะพานพบรถจอดเสียในช่องทางด้านซ้าย จึงเบรกและหักหลบออกด้านขวาแต่ “รถเสียการทรงตัวหมุนหลายรอบแล้วพลิกคว่ำ” การที่รถเสียการทรงตัวและกำลังหมุนอยู่คือ “อุบัติเหตุกำลังเกิดขึ้น”
คงจะยากที่หยุดการหมุน ยากที่จะหยุดการพลิกของรถ เราพอสรุปได้ว่า "อุบัติเหตุ"เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ และขณะอุบัติเหตุเกิดขึ้น แล้วนั้น การแก้ไขทำได้ยากหรือแก้ไขไม่ได้เลย
ในโลกของการขับขี่ปลอดภัย มีคำหลักๆ อยู่ 2 คำ ที่สำคัญ นั่นคือ คำว่า “ป้องกัน" และ "แก้ไข”
เพราะสองคำนี้จะบอกพฤติกรการขับรถของแต่ละคน ว่ามีพฤติกรรมอย่างไร ถ้าเป็นนักขับที่ดีจะมี พฤติกรรมชอบการแก้ไข เช่น การหักหลบกะทันหัน การเบรก คือแก้ไขไม่ให้เกิดอุบัติเหตุและกลุ่มนี้จัดเป็นนักขับประเภทดี และคุณสมบัติเด่นคือชอบการแก้ไข การแก้ไขนั้นบางครั้งก็แก้ไขได้และบางครั้งก็แก้ไขไม่ได้ นักขับอีกประเภทหนึ่งคือนักขับดีเยี่ยม หรือ Best Driver คุณสมบัติของกลุ่มนักขับประเภทนี้ ชอบการป้องกันมากกว่าการแก้ไข
กรณีรถเก๋งของสื่อมวลชน ที่เกิดอุบัติเหตุล่าสุด ที่เกิดจากการหักหลบ
"การป้องกัน" การหักหลบอย่างกะทันหันมีวิธีการหลักๆ เช่น เริ่มตั้งแต่การมองไกลไปข้างหน้า เป็นแนวทางแรก หรือวิธีที่ 1 ในระหว่างขับรถโดยเฉพาะการใช้ความเร็วสูงตั้งแต่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป สายตาของคนขับจะต้องจดจ่ออยู่กับการมองถนนและต้องมองไปข้างหน้า ไม่หันมอง อย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเดินรถ การมองไกล ช่วยทำให้เราเห็นแต่เนิ่นๆ พอมองเห็นแต่เนิ่นๆ ก็ช่วยให้มีเวลาในการเตรียมและวางแผนการขับ
วิธีที่ 2 คือการคาดการณ์ เมื่อเรามองไปข้างหน้าและเราเห็นว่าข้างหน้ามีจุดกลับ รถสิ่งที่ต้องทำแม้จะไม่มีรถรอกลับ คือ การมองกระจกซ้าย ขวาและยกคันเร่งเพื่อลดความเร็วลง จุดกลับคือคือจุดที่มีความเสี่ยงรองลงจากสี่แยก แม้ไม่มีรถจอด รอกลับรถ แต่ต้องยกคันเร่งเพื่อลดความเร็วลง “การฝึกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เกิดการขับรถในเชิงป้องกัน นี่คือหลักปฏิบัติของนักขับประเภท Best Driver”
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับรถสู่นักขับที่ดีเยี่ยมนั้น ควรหมั่นฝึกบ่อยๆ กรณีการชะลอความเร็วเมื่อถึงแยก เป็นแนวทางหรือวิธีที่ 3 ควรทำการฝึกชะลอความเร็ว ณ จุดที่เสี่ยง ซ้ำๆ ประมาณสัก 26 ครั้งขึ้นไปติดต่อกันเมื่อถึงทางแยกทุกๆ ครั้ง
วิธีนี้ จะช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น จากปกติเคยขับผ่านด้วยความเร็วประมาณ 120-140 ก็ลดลงมาเหลือ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลายท่าน อาจแย้งว่าทำให้เสียเวลา แต่หากมาคำนวณกัน การลดความเร็วลงไม่ได้ทำให้เสียเวลามาก สมมติว่าท่านขับรถจากเชียงใหม่ถึงอยุธยาและมีทางกลับรถทั้งหมด 240 จุด แต่ละจุดกลับรถเราต้องใช้เวลาในการลดความเร็วและเร่งเพิ่มความเร็วจุดละ 6 วินาที เราใช้เวลาทั้งหมดในการปรับลด-เพิ่มความเร็วเพียงแค่ 24 นาทีเท่านั้นเอง บางคนบอกว่า มัวแต่ลดความเร็วทั้งๆ ที่ไม่มีรถ อีกอย่างรถก็มีประกัน จะเกิดอะไรขึ้นประกันก็รับผิดชอบไปสิ แต่การคิดเช่นนี้ “หากเกิดความผิดพลาด จะนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน การขับรถข้ามแยก สมมติว่าก่อนถึงจุดกลับรถ เรามองไปข้างหน้าแล้วเห็นว่ามีรถวิ่งช้าๆ มีจักรยานยนต์ มีคนปั่นจักรยาน นั่นเป็นผลมาจากการมองไกลจนเห็นผู้ที่ร่วมใช้ถนนก่อนถึงจุดกลับรถ สิ่งต่อมาคือ ลดความเร็วลง และกดแตรเพื่อบอกให้รู้ว่าข้างหลังยังมีเราวิ่งมา"
การลดความเร็วลงจะช่วยให้สามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้นเพราะความเร็วเราลดลงมาแล้ว (นักขับรถระดับมืออาชีพจะหลีกเลี่ยงการเดาใจหรืออ่านใจหรือวัดใจ)
กรณีลดความเร็วลงแล้วยังมีการตัดหน้า นั่นถือว่ามิใช่การตัดหน้ากะทันหันแล้ว เพราะเราเห็นและเราได้เตือน รวมถึงได้เตรียม โอกาสหลีกเลี่ยงโดยการคาดการณ์ไว้แล้วว่า หากตัดหน้าแล้วเราจะทำอย่างไร เช่น 1.สลับช่องทาง (Lane change) (มีความเสี่ยงหากเดาใจผิด) 2.การใช้ส่วนควบของรถให้เกิดประโยชน์ โดยการมองกระจกแล้วเหยียบเบรก ABS ให้เต็มแรง การเหยียบเบรก ABS ในสถานการณ์เช่นที่กล่าว ต้องเหยียบค้างไว้ จับพวงมาลัยให้แน่น มองไปในทิศทางจะไป เราสามารถหมุนพวงมาลัยหลบได้
บางทีรถคันที่ตัดหน้าอาจจะพ้นหน้าไปโดยไม่ต้องสลับช่องทาง หรือถ้าเบรกแล้ว รถยังไม่หยุด “คันตัดหน้ายังไม่พ้นหน้ารถของเรา ก็ขอให้พยายามหน่วงรั้งเวลาให้รถอยู่ในตำแหน่งหน้าตรงให้นานที่สุด และถ้าหากไม่พ้นและต้องชน รับรองว่าเป็นการชนด้วยความเร็วที่ต่ำ เพราะระยะเบรกหยุดของรถที่วิ่งด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคือประมาณ 30 เมตรถ้าใช้ความเร็ววิ่งมา 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงระยะเบรกหยุดจะไม่เกิน 90 เมตร และในแต่ละเมตรความเร็วของรถก็ลดลงเรื่อยๆ ในระหว่างการเบรกอย่างแรงผู้โดยสารทุกคนจะต้องวางมือบนหน้าตัก วางเท้าบนคอนโซล ห้ามเอาแขนยันและช่วยเบรกเพราะไม่มีประโยชน์ และเป็นการป้องกันอาการกระดูกหัก
และสิ่งสำคัญ ในเรื่องความปลอดภัยอย่าลืม ว่าผู้ขับขี่มีหน้าที่สำคัญอยู่หนึ่งอย่างคือการสั่งให้ทุกคนคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้องและถูกวิธี ในทุกตำแหน่งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ฝึกฝนและปฏิบัติ อุบัติเหตุป้องกันได้แน่นอน



