มข.ทุ่มพันล.เป็นศูนย์กลางสุขภาพอาเซียน
มหาวิทยาลัยขอนแก่นผุดโครงการสร้าง Medical Hub กว่า24ไร่ ทุ่มกว่าพันลบ.รับอาเซียน พร้อมเร่งผลิตบุคลากรด้านการแพทย์ หลังเจอปัญหาสมองไหลเข้ากทม.
รศ.ดร. กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิบการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยถึง การเตรียมความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางสุขภาพแห่งภูมิภาคว่า เนื่องจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น นั้นมีองค์ความรู้ด้านการแพทย์ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ มีคณะที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ 6 คณะ ด้วยกันไม่ว่าจะเป็น คณะแพทย์ศาสตร์, คณะเภสัชศาสตร์, คณะพยาบาลศาสตร์, คณะเทคนิคการแพทย์, คณะเทคโนโลยีด้านอาหาร และคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ รวมทั้งโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ที่มีศูนย์หัวใจสิริกิติ์
นับจากนี้ต่อไป มข.จะเปิดศูนย์ไต และศูนย์ตับ รวมถึงมีโครงการก่อสร้าง Medical Hub จำนวน 24 ไร่ ที่ใกล้ๆ กับโรงพยาบาลศรีนครินทร์ และได้รับงบปะมาณซื้อเครื่องมือ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเหลือเพียงงบสร้างอาคารเท่านั้น โครงการนี้ทำให้เรามีความพร้อมทางด้านการแพทย์แบบครบวงจร นอกจากที่ มข.แล้วเรายังมีโรงพยาบาลขอนแก่น มีโรงพยาบาลเอกชนอีกหลายแห่ง ซึ่งมีความพร้อมในด้านการดูแลรักษาผู้ป่วยอยู่แล้ว
ส่วนในเรื่องของความเชี่ยวชาญ ด้านการรักษาโรคเฉพาะด้าน มข. มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโรคติดต่อเขตร้อนได้ค่อนข้างแม่นยำ และรวดเร็วติดอันดับโลกและเอเชีย เนื่องจากมีประสบการณ์ในการรักษาผู้ป่วยในภาคอีสานและประเทศเพื่อนบ้านมายาวนาน ดังนั้นขอนแก่นจึงเป็นศูนย์กลางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงพอสมควร ในเขตอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
ประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ก็จะเป็นประชาคมอาเซียน ดังนั้นการเคลื่อนย้ายทุกๆ ด้านก็จะเสรี รวมถึงด้านการแพทย์ และด้านสุขภาพด้วย สำหรับการเตรียมตัวรองรับผู้ป่วยที่จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยมีชื่อเสียงในด้านการรักษา ทางโรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลขอนแก่น ยังสามารถขยายรองรับผู้ป่วยได้อีก ส่วนทางด้านเอกชน ได้แก่โรงพยาบาลขอนแก่น-ราม ได้ขยายโรงพยาบาลไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับโรงพยาบาลราชพฤกษ์ กำลังจะไปสร้างโรงพยาบาลที่ใหม่พื้นที่ 150 ไร่ และโรงพยาบาลเวชธานี ก็มีผู้ป่วยเข้าไปรักษาจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเอกชนยังสามารถขยายตัวรองรับผู้ป่วยได้อีก
รศ.ดร.กิตติชัย กล่าวอีกว่า แต่ปัญหาของโรงพยาบาลในขณะนี้คือ ปัญหาสมองไหล เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ ได้มาดึงตัวบุคลากรทางด้านการแพทย์ที่มีประสบการณ์ไปค่อนข้างมาก เพื่อรองรับผู้ป่วยชาวต่างประเทศที่ยอมจ่ายแพงๆ ทำให้เราต้องเร่งผลิตเจ้าหน้าที่ด้านนี้เพิ่ม โดยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการทำงานทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน รวมถึงนักศึกษาคณะแพทย์ศาสตร์ เพื่อให้ตระหนักในการดูแลผู้ป่วย ส่วนด้านรายได้แน่นอนว่าของเราจะไม่เท่าเอกชน แต่เราจะพยายามที่จะทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ รวมถึงจัดสวัสดิการให้เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม เมื่ออาเซียนรวมเป็นหนึ่งแล้ว การดูแลรักษาผู้ป่วยจะต้องแยกเป็น 2 ระดับ คือ ผู้ป่วยที่มีรายได้สูงชาวต่างประเทศ กับผู้ป่วยที่มีรายได้ต่ำสำหรับในประเทศ แต่คุณภาพจะต้องเหมือนกัน ซึ่งตรงนี้เราจะเน้นการเป็นศูนย์วิจัย เน้นการรักษาโรคเฉพาะทางมากขึ้น ซึ่งคนเอเชียส่วนใหญ่จะเป็นโรคโลหิตจาง ซึ่งต่อไปในอนาคตจะก่อให้เกิดโรคเบาหวาน และโรค ตับ ไต ก็จะตามมา
นอกเหนือจากการพยาบาลแล้ว การดูแลสังคมก็เป็นอีกโครงการหนึ่ง ที่เรามีโครงการจะดำเนินการ ซึ่งปกติการดูแลเด็ก หรือผู้สูงวัยในสังคมจะดูแลไม่ทั่วถึง ดังนั้นเราจึงคิดว่าจะให้ทั้งเด็ก และผู้สูงอายุมีกิจกรรมทำร่วมกัน จึงเกิดเป็นโครงการบ้าน 3 วิถีขึ้นมา สำหรับสถานที่เราจะใช้พื้นที่บริเวณใกล้ๆ บึงสีฐาน สร้างเป็นคอนโด ไว้สำหรับเป็นที่พัก ที่ออกกำลังกาย มีสวนสุขภาพ สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการมีเพื่อน มีสังคม มีกิจกรรมให้ทำ และขณะเดียวกันเราจะรับเลี้ยงเด็ก โดยให้คนสูงอายุช่วยดูแล และจะมีพยาบาลคอยแนะนำ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุไม่เหงา และคนที่ต้องการหาพี่เลี้ยงเด็กเล็กก็นำลูกหรือหลานมาฝากเลี้ยง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสังคมหลายๆ อย่าง
"โครงการ บ้าน 3 วิถี จะจัดงบสำหรับดำเนินการในปี 2555 ซึ่งหากเมื่อเปิดเสรีอาเซียน คาดว่าจะมีผู้สูงอายุจากต่างประเทศ เข้ามาพักในขอนแก่นจำนวนมาก ดังนั้นภาคบริการด้านสุขภาพ จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่คนขอนแก่นจะต้องเตรียมพร้อมรองรับ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านสปา ด้านนวดแผนโบราณ หรือเจ้าของรีสอร์ทต่างๆ จะต้องเตรียมบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้านไว้รองรับ รวมถึงเรื่องภาษาด้วย" รศ.ดร. กิตติชัย กล่าว



