
ดันพ.ร.บ.จม.เหตุแห่งชาติ
อธิบดีกรมศิลปากร ผลักดันพ.ร.บ.จดหมายเหตุแห่งชาติ ป้องกันเอกสารหาย
นางโสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า เตรียมรายงานความคืบหน้าการพัฒนาและการขอปรับแก้กฎหมายในส่วนของกรมศิลปากรต่อนางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เพื่อผลักดันและนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ ทั้งนี้กฎหมายที่ต้องเร่งดำเนินการ อาทิ ปรับแก้ร่างพ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.. ร่างพ.ร.บ.หอสมุดแห่งชาติ พ.ศ.. ร่างพ.ร.บ.อนุสาวรีย์แห่งชาติ พ.ศ.. และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ.. รวมทั้งร่างพ.ร.บ.จดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ..
นางโสมสุดา กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องมีพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เพื่อรองรับหน้าที่ด้านจดหมายเหตุ โดยถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศชาติ เนื่องจากเป็นการคุ้มครองป้องกันเอกสารที่สำคัญไม่ให้ถูกนำออกนอกราชอาณาจักร การซื้อขายสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญปัจจุบันเกิดปัญหาว่าหน่วยงานราชการ และผู้ถือครองเอกสารจดหมายเหตุไม่ยอมส่งเอกสารจดหมายเหตุ และเอกสารที่คุณค่าทางประวัติศาสตร์มาให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เก็บรักษา ดังนั้นหากร่าง พ.ร.บ.จดหมายเหตุแห่งชาติ ประกาศใช้จะเป็นกฎหมายและเป็นเครื่องมือ ที่ทำให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีความคล่องตัวมากขึ้น และมีอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนเรื่องจัดเก็บเอกสารสำคัญของชาติ
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดไว้ว่าเอกสารที่ต้องส่งมอบให้สำนักจดหมายเหตุแห่งชาติ มีลักษณะ ดังนี้ มีคุณค่าตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น เป็นเอกสารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และมีคุณค่าเพื่อการศึกษา ค้นคว้าหรือการวิจัย โดยประเภทเอกสารที่ต้องส่งมอบนั้น กรมศิลปากร จะจัดทำเป็นคู่มือแจกให้แต่ละหน่วยงาน เพื่อทำการประเมินคุณค่าและจัดทำเป็นทะเบียน เพื่อมานำมาส่งมอบ
“ที่สำคัญพ.ร.บ.ฉบับนี้มีข้อกำหนด ห้ามมิให้ส่งหรือนำเอกสารจดหมายเหตุออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร รวมทั้งกำหนดข้อห้ามเรื่องการซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน จำหน่ายเอกสารจดหมายเหตุด้วย เพราะปัจจุบันมีการนำเอกสารจดหมายเหตุออกนอกประเทศอยู่ และมีการทำลายเอกสารสำคัญ ซึ่งอยากให้แต่ละหน่วยงานคำนึงและเก็บรักษาเอกสารให้ดีว่านี้ รวมทั้งส่งมอบให้กรมศิลปากรเก็บรักษา หลายคนอาจจะมองว่าปัจจุบันเอกสารเหล่าไม่น่ามีประโยชน์ แต่อย่าลืมว่าถ้าเวลาผ่านไป 10 ปี 50 ปี หรือว่า 100 ปี เอกสารเหล่านี้ถือว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและหลักฐานประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน” นางโสมสุดา กล่าว



