ไลฟ์สไตล์

'ศักดิ์ศรี-ดุริยางคศาสตรบัณฑิต'

'ศักดิ์ศรี-ดุริยางคศาสตรบัณฑิต'

02 ก.ย. 2554

มาตรฐานหลักสูตรสกอ.'ศักดิ์ศรี-ดุริยางคศาสตรบัณฑิต'

        เสียงบทเพลง “เทิดพระนามมหิดล” อันเป็นบทเพลงประจำมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ถูกขับกล่อมดังสนั่นภายในบริเวณอาคารสำนักงานอธิการบดี มม.ศาลายา ด้วยความสามารถของเหล่านักเรียน นักศึกษา ดุริยางคศิลป์ มม. จำนวนกว่า 200 คน พร้อมกับคณาจารย์ และบุคลากร หลักสูตรเทคโนโลยีดนตรีและธุรกิจดนตรี ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ซึ่งเป็น 2 ใน 7 หลักสูตร ของทางมหาวิทยาลัย ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่รับรอง และเป็นเหตุให้ “รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข” ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ต่อ “ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อธิการบดีมม.” เพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ถูกยับยั้งไว้นั้น

        วันที่ 31 สิงหาคม 2554 เวลา 08.30 น. นักเรียน นักศึกษา พร้อมด้วยบุคลากรวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ รวมตัวกันขอบคุณต่ออธิการบดีด้วยการมอบช่อดอกไม้ และร้อง เล่นเพลงประจำคณะดุริยางคศิลป์ และเพลงความฝันอันสูงสุด ตบท้ายด้วยเสียงร้องของเหล่านักเรียน ร.ร.ดุริยางคศิลป์ You'll Never Walk Alone ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา ทั้ง 2 หลักสูตร และจุดยืนเดียวกับแนวคิดของ รศ.ดร.สุกรี

        ธวัลหทัย รุจิชัยธรรมกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรธุรกิจดนตรี เอกเปียโน เล่าว่า นักศึกษาที่จบหลักสูตรธุรกิจดนตรี แม้ส่วนใหญ่จะไม่ได้ต้องการรับราชการ แต่หากไม่ได้การรับรองเป็นปริญญาดุริยางคศาสตรบัณฑิต จะมีผลต่อนักศึกษาที่ต้องการไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งจะรับนักศึกษาที่จบปริญญาตรีด้านดนตรีโดยเฉพาะ ดังนั้น หากจบในสาขาอื่น เท่ากับว่าศักดิ์ศรีและสิทธิในการเรียนต่อคณะสาขาด้านดนตรีก็ไม่เท่ากัน หรืออาจไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งที่ตอนเรียนก็เรียนรู้ด้านดนตรีทั้งทฤษฎีและปฏิบัติเหมือนเพื่อนๆ ในหลักสูตรอื่นๆ ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์

        ชื่อเสียงที่ผ่านมาของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ทั้งในไทยและต่างประเทศต่างยอมรับ “ธวัลหทัย” ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมประเทศไทยกลับไม่ยอมรับ เพราะถ้าจะบอกว่าเป็นที่ชื่อ ตัวอักษรที่ระบุว่าธุรกิจดนตรี ไม่เหมาะสมจะเป็นดุริยางคศาสตรบัณฑิต ทำไมไม่ดูการจัดการเรียนการสอน เพราะนักศึกษาทุกคนที่เรียนหลักสูตรธุรกิจดนตรี ต่างเรียนปฏิบัติ มีความรู้ ชำนาญดนตรีเทียบเท่ากับแขนงอื่นๆ และเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นหากเด็กคนหนึ่งไม่สามารถไปเรียนต่อด้านดนตรีได้ เพียงแค่ชื่อใบปริญญา จึงอยากให้สกอ.ทบทวนการพิจารณาอีกครั้ง และลงมาดูการเรียนการสอนก่อนการตัดสินใจ ไม่ใช่ดูเฉพาะเอกสาร หรือแผ่นกระดาษเท่านั้น

        เช่นเดียวกับ ปิติเกียรติ จันทรจตุรภัทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรเทคโนโลยีดนตรี เล่าว่า ตอนแรกที่รู้ข่าวหลักสูตรไม่ผ่านการรับรองของสกอ. ตกใจมาก และงงว่าทำไมหลักสูตรของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ที่มีครูผู้สอนที่เชี่ยวชาญ เป็นนักดนตรีระดับนานาชาติมาสอน แต่กลับไม่ผ่านการรับรอง อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าหลักสูตรมีคุณภาพ และวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มม. เป็นสถานศึกษาที่เด็กดนตรีอยากเข้าเรียนมากที่สุด ดังนั้น ต่อให้หลักสูตรไม่ผ่านการรับรอง จบออกไปอาจจะเสียสิทธิ์ในการรับราชการ หรือทำให้รู้สึกเสียศักดิ์ศรีของการเป็นนักดนตรี การต่อยอดทางด้านดนตรีเพียงไม่ได้รับปริญญาดุริยางคศาสตรบัณฑิตทั้งที่เรียนดนตรีมาตลอด แต่ก็จะเดินหน้าเป็นนักดนตรีอย่างที่ใฝ่ฝันไว้

        “ผมไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไรมาก เพียงแต่อยากรู้ว่าความถูกต้องอยู่ตรงไหน ที่ผ่านมาหลักสูตรเทคโนโลยีดนตรี มีการเรียนการสอนหลักสูตรที่เข้มข้น เรียนดนตรีไม่แตกต่างจากเพื่อนๆ แขนงอื่น แล้วทำไมเมื่อจบไปรับปริญญากลับไม่ได้ดุริยางคศาสตรบัณฑิตเช่นเดียวกัน” การเรียนการสอนที่ผ่านมาตลอด 4 ปี ของเหล่านักศึกษาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มม. ต่างต้องการใบปริญญาดุริยางคศาสตรบัณฑิต เพราะนั่นหมายถึงศักดิ์ศรีของการต่อยอดความรู้ด้านดนตรีในระดับสากล

        วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เป็นแห่งเดียวที่ติดอันดับโลก ทั่วโลกต่างยอมรับ ทำไมราชการไทยไม่รับดุริยางคศิลป์ คำถามของ “รศ.ดร.สุกรี” ถึงกกอ. พร้อมวิเคราะห์ถึงการพิจารณาของการรับรองหลักสูตรของ สกอ. ผิด เพราะที่ผ่านมา สกอ.ไม่เคยลงพื้นที่ ใช้คนไม่รู้มาบอกมาชี้ ซึ่งเขาวิเคราะห์จากเอกสาร และเมื่อวิเคราะห์โดยคนไม่รู้ ผลลัพธ์ออกมาก็คือผิด และกรรมการผู้ตัดสินก็ตัดสินผิดตาม

        อีกทั้งหน้าที่ของสกอ.มีเพียงรับรู้รับทราบหลักสูตรซึ่งรับรองโดยสภามหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว และส่งต่อไปที่ ก.พ. เขาควรทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์หรือผู้เดินสาร อำนาจทางวิชาการอยู่ที่สภามหาวิทยาลัยมหิดลไม่ใช่ สกอ. ถ้า สกอ.ไม่รับรอง 2 แขนงดังกล่าวตนจะออก จะเปลี่ยนใจก็ต่อเมื่อได้รับการรับรองเท่านั้น

        ขณะที่ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า กรณีของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ขอย้ำว่า กกอ.ได้พิจารณาตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ.2548 ที่กำหนดไว้ว่า ชื่อปริญญา สถาบันอุดมศึกษาที่มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชาและอักษรย่อสำหรับสาขาวิชาไว้แล้ว ให้ใช้ชื่อปริญญาตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกานั้นๆ

        ในกรณีที่ปริญญาใดยังมิได้กำหนดชื่อไว้ในพระราชกฤษฎีกา หรือ กรณีที่สถาบันอุดมศึกษาใดไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชาและอักษรย่อสำหรับสาขาวิชาให้ใช้ชื่อปริญญาตามหลักเกณฑ์การกำหนดชื่อปริญญาตามที่ สกอ. กำหนด

        กล่าวคือ ข้อ 15 การพัฒนาหลักสูตรให้ทุกหลักสูตรมีการพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย แสดงการปรับปรุงดัชนีด้านมาตรฐานและคุณภาพการศึกษาเป็นระยะๆ อย่างน้อยทุกๆ 5 ปี และมีการประเมินเพื่อพัฒนาหลักสูตรอย่างน้อยต่อเนื่องทุก 5 ปี และข้อ 16 ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวได้หรือมีความจำเป็นต้องปฏิบัตินอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่จะพิจารณา และให้ถือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการอุดมศึกษานั้นเป็นที่สุด

        “การพิจารณาเรื่องหลักสูตรดังกล่าว ไม่ใช่ว่า กกอ.จะพิจารณาอะไรก็ได้ แต่เป็นการพิจารณาตามกฎเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน และขอย้ำว่าในการรับรองพิจารณาหลักสูตรของสถาบันการศึกษาทุกแห่งต้องดำเนินการตามกฎกระทรวงศึกษาธิการที่ประกาศไว้ ให้ สกอ.เป็นหน่วยงานพิจารณารับรองหลักสูตรนั้นๆ และส่งเรื่องให้ ก.พ.พิจารณาประเมินราคาเงินเดือนและบรรจุปริญญานั้นๆ ไว้ในบัญชี ก.พ. แต่หากผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต้องการรับราชการ ก็ไม่ต้องนำข้อบ่งชี้เหล่านี้มาพิจารณา”

        แม้ขณะนี้ ยังหาข้อสรุปไม่ได้ แต่คงถึงคราวที่ กกอ.ต้องพิจารณาหาทางออกร่วมกันกับสภามหาวิทยาลัยมหิดล ไม่เช่นนั้นอาจได้ฟังการประท้วงที่ไพเราะเสนาะหู ของเหล่านักศึกษา คณาจารย์ทั้ง 2 หลักสูตรที่ไม่ผ่านการรับรองจากสกอ. กว่า 300 คน ที่อาจจะเดินทางมาสกอ. ดั่งเช่นในวันที่ 1 กันยายนนี้