
โล้ชิงช้า...ประเพณีอาข่า
โล้ชิงช้า...ประเพณีอาข่า อัตลักษณ์กำลังจะสูญหาย!! โดย...ฤทธิไกร เบิกบาน ครูอาสาสมัครประจำ ศศช.บ้านมะหินกอง กศน.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
สวัสดีคุณผู้อ่าน "คม ชัด ลึก" คอลัมน์ "นักข่าวภูธร กศน." ฉบับปฐมฤกษ์ ขออาสาเป็นสื่อกลาง ในการบอกกล่าวเล่าขานงาน กศน. ทั่วทุกภูมิภาค พบกันทุกวันพุธตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตการเกษตรชนเผ่าอาข่า อาทิ ข้าวโพด ข้าวดอย หรือข้าวไร่ จะมี "ประเพณีปีใหม่โล้ชิงช้า" อยู่คู่ชุมชนมายาวนาน แต่ระยะหลังเริ่มหายไป ข้าพเจ้าในฐานะครูอาสาสมัครประจำศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา (ศศช.) บ้านมะหินกอง ต.แม่สองใน สังกัด กศน.อำเภอแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีโอกาสได้พบกับ นายอาหมื่อ มาเยอะ ผู้นำหมู่บ้าน แกนนำคนสำคัญ
ในการจัดประเพณีนี้ ทำให้รู้ต้นสายปลายเหตุที่ปีนี้ไม่ได้โล้ชิงช้า เพราะเด็กๆ ในหมู่บ้านไม่ค่อยเล่นกัน เมื่อเทียบกับในอดีตที่ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีร้านเกม มีแต่ป่า เด็กๆ จะรอคอยโล้ชิงช้า
อาหมื่อ แนะนำให้สอบถามประวัติประเพณีปีใหม่โล้ชิงช้าของชาวอาข่าจาก "พ่อเฒ่าลีผ่า" วัย 85 ปี ผู้เป็นตำนานแห่งขุนเขาแห่งนี้ โดยมี ด.ช.เปาลู เบียงแล ลูกศิษย์ผมเป็นล่าม พวกเราสนทนากันอย่างออกรสที่ห้องครัวที่สร้างด้วยไม้ไผ่ ก่อไฟต้มชาป่า เทใส่แก้วกระบอกไม้ไผ่ สร้างความอบอุ่นแบบเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติสวยงาม
“อุดุทามา อาคู้” (สวัสดีคุณครู) พ่อเฒ่าทักทายด้วยภาษาอาข่า พร้อมกับยิ้มเห็นฟันดำเพราะกินหมาก พร้อมกับเล่าว่า...ประเพณีโล้ชิงช้า หรืองานเทศกาลปีใหม่โล้ชิงช้าของชาวอาข่า เป็นการรำลึกถึงพระคุณแห่งนางผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในตำนานนางผู้นี้มีชื่อเป็นภาษาอาข่าว่า "อึ่มซาแยะ" เป็นผู้ประทานความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ให้แก่พืชพันธุ์ธัญญาหาร และเป็นการฉลองให้แก่พืชผลที่มีความเจริญงอกงามรอการเก็บเกี่ยวในไม่ช้านี้ ซึ่งแต่ละชุมชนจะไม่ตรงกัน แต่ต้องเป็นวันดีที่คนในชุมชนพร้อมจะมีการจัดงาน ส่วนใหญ่ประเพณีโล้ชิงช้าจะจัดในช่วงเดือนสิงหาคม วนไปตามแต่ละหมู่บ้านของชาวอาข่า แต่ละชุมชนจัด 4 วัน
วันที่หนึ่ง เป็นพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ผู้หญิงจะไปตักน้ำบริสุทธิ์ที่แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน นำน้ำศักด์สิทธิ์แช่ข้าวสารเหนียว หรือข้าวดอยไว้ตำเป็นอาหารเซ่นไหว้บูชา ที่เรียกว่า "ข้าวปุก" (จะใช้ข้าวเหนียวหรือเพื่อข้าวดอยที่ผ่านการนึ่งนำมาตำในครกใหญ่ผสมกับงาดำและเกลือ ปั้นเป็นก้อนกลมและบีบให้แบนแล้วนำไปห่อใบตอง)
วันที่สอง เป็นวันสร้างชิงช้าใหญ่ของหมู่บ้าน ฝ่ายชายจะรวมตัวกันออกไปตัดไม้มาทำเสาชิงช้า ซึ่งแต่ละบ้านก็จะทำชิงช้าเล็กๆ ด้วยไม้ไผ่ ให้แก่ลูกหลาน ที่หน้าบ้านของตนเอง หลังจากเสร็จสิ้นการทำชิงช้าในตอนเย็น ช่วงกลางคืนจะมีการเต้นรำฉลองชิงช้า ด้วยการเต้นรำกระทุ้งกระบอกไม้ไผ่หรือที่ชาวอาข่าเรียกว่า “ตุ๊บองฉ่อง” อย่างสนุกสนานจนถึงรุ่งอรุณของวันใหม่ จากนั้นนักเต้นจะได้รับเชิญจากเจ้าบ้าน เพื่อเลี้ยงอาหาร เครื่องดื่ม กันอย่างอิ่มหนำสำราญ
วันที่สาม เป็นวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ที่ทุกคนในชุมชนรอคอย ตอนเช้ามีการฆ่าสัตว์เลี้ยง เช่น หมู ไก่ เพื่อทำพิธีกรรม และไว้ต้อนรับแขก ญาติสนิท มิตรสหายที่มาเยือน จากนั้นมีการโล้ชิงช้าใหญ่กันอย่างสนุกสนาน พวกหนุ่มสาวก็จะใช้ลานบริเวณนี้ (ลานวัฒนธรรม) มานั่งพูดคุยกันและเปลี่ยนกันดึงชิงช้า โดยเฉพาะหนุ่มๆ ต้องใช้เวทีนี้โชว์ความสามารถในการโหนชิงช้าให้สูง เพื่อให้เป็นที่สนใจของสาวๆ พร้อมร้องเพลงเกี้ยวพาราสี เป็นภาษาประจำเผ่า ส่วนเด็กๆ จะมีชิงช้าของพวกเขาที่หน้าบ้านไว้เล่นเช่นกัน พอตกกลางคืนจะมีการเต้นรำกระบอกไม้ไผ่ตลอดทั้งคืน
วันที่สี่ เป็นวันทำพิธีปิดเทศกาลของแต่ละชุมชน ผู้ที่ยังไม่ได้โล้ชิงช้า จะมาโล้ชิงช้าเพื่อเป็นสิริมงคลให้แก่ตนเองและครอบครัว ก่อนที่หมอผีประจำหมู่บ้านจะผูกสายชิงช้าไว้กับเสาชิงช้าและต้องผูกก่อนตะวันจะตกดิน ส่วนชิงช้าจะถูกปล่อยทิ้งไว้จนกว่าปีใหม่จะเริ่มขึ้นอีกในปีต่อไป
ข้าพเจ้าฟังที่ ด.ช.เปาลู แปลความที่พ่อเฒ่าเล่าและนึกตาม พร้อมกับจิบน้ำชาป่าที่มีรสชาติขม แต่พอกลืนน้ำลายตามกลับรู้สึกหวาน พ่อเฒ่าฝากข้อคิดให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ด้วยว่า “ทุกวันนี้เด็กๆ และเยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างมาให้ พ่อเฒ่าไม่ได้โทษความเจริญของเทคโนโลยี เพราะทุกวันนี้เราจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา คนสมัยก่อนกว่าจะได้สวมชุดประจำเผ่าแบบเต็มยศ ต้องเก็บหอมรอมริบกว่าจะได้เสื้อผ้า หมวกสวย มาสวมใส่เพราะทุกอย่างทำด้วยมือ
แต่เด็กสมัยนี้ บางคนอายที่จะแสดงตัวตนของตนเองว่ามาจากไหน ไม่อยากสวมชุดประจำเผ่า การแต่งตัวก็เป็นไปตามสมัยนิยม พ่อเฒ่ากลัวว่าวัฒนธรรมดีของพวกเราจะสูญสลายไป เมื่อพ่อเฒ่าตายไป จึงอยากฝากไว้ให้ลูกหลานให้ช่วยกันสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมของอาข่าให้อยู่คู่กับชาวเขาเผ่าอาข่าตลอดไป” พ่อเฒ่ากล่าวด้วยใบหน้าเศร้าๆ
แม้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนพะเยา สำเร็จการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ จาก มรภ.เชียงราย เป็นครู ศศช.มา 12 ปี กลับรู้สึกภูมิใจแทนชาวอาข่าที่บรรพบุรุษของพวกเขาได้สร้างสรรค์เอกลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างจากชนเผ่าอื่น จึงอยากฝากข้อคิดให้ลูกหลานอาข่าช่วยกันรักษาวิถีชีวิตให้คงอยู่ยาวนานและตลอดไป



