ไลฟ์สไตล์

'วรวัจน์'ดึงมหาวิทยาลัยร่วมสร้างชาติ

'วรวัจน์'ดึงมหาวิทยาลัยร่วมสร้างชาติ

30 ส.ค. 2554

'วรวัจน์' ดึงมหาวิทยาลัยร่วมสร้างชาติ มอบหมายคณะที่มีความเขี่ยวชาญศึกษาเจาะลึกประเทศคู่ค้าที่สำคัญ หวังรู้เขารู้เราเป็นพื้นฐานในการอยู่ร่วมประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก ผลวิจัยที่ได้ใช้เป็นพื้นฐานในการวางแทนผลิตกำลังและวางแผนเศรษฐกิจ

        30 ส.ค.54 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า   การเข้าสู่ประชมคมเซียนจะเป็นกลายเป็นมหันตภัยที่ร้ายมากถ้าเราขาดศักยภาพที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นๆ อีก 9 ประเทศ   ต้องยอมรับความจริงว่า  ประเทศไทยขาดความพร้อมในทุกประการ   

        ทั้งนี้ เหลือเวลาอีกแค่ 4 ปี ทุกประเทศจะรวมตัวกันเป็นเหมือนประเทศเดียว  เกิดการค้าขายสินค้าเป็นหมื่นรายการโดยไม่มีกำแพงภาษีและข้อจำกัดใด ๆมากีดกันอีก  แต่เรากลับขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประเทศในอาเซียน รวมถึงประเทศคู่ค้าที่สำคัญ  ทำให้ไทยต้องสียเปรียบทางการค้ากับประเทศอื่น ๆ  ตัวอย่างเช่น การเปิด FTA กับประเทศจีนซึ่งเราคิดว่า จะได้เปรียบสามารถส่งสินค้าไทยไปขายในตลาดใหญ่ในจีนได้  ผลปรากฎว่า  สินค้าจีนถล่มสินค้าไทยหลายรายการ  แต่สินค้าไทยกลับส่งไปขายไม่ได้เพราะเราไม่รู้ข้อมูลของจีนว่า เขามีรัฐบาลท้องถิ่นที่มีกฎหมายระเบียบกีดกันสินค้าอยู่

        รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้น จึงได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เตรียมให้มหาวิทยาลัยแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบศึกษาจุดแข็งจุดอ่อนของประเทศต่าง ๆในอาเซียนและประเทศคู่ค้าที่สำคัญ   โดยพิจารณาดูว่า มหาวิทยาลัยใดมีความเชี่ยวชาญในประเทศไหนก็ให้รับผิดชอบประเทศนั้น ๆ   ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยจะนำไปต่อยอด ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล และในส่วนของ ศธ.ก็จะใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนผลิตและพัฒนากำลังคน

        ส่วนองค์กรหลักอื่น ๆ  ก็ให้ร่วมมือกันในระดับจังหวัดจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด  ศึกษาดูในจังหวัดมีทรัพยากรออะไรบ้าง มีภูมิประเทศ ภูมิอากาศเหมาะกับการเพาะปลูกอะไร  มีศักยภาพทางวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น   ที่จะสามารถดึงเข้าสู่การส่งเสริมท่องเทียวได้อย่างไร   แล้วนำข้อมูลที่ได้มาทำแผนผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับบริบทของจังหวัด

        รมว.ศธ. กล่าวต่ออีกว่า ระบบการศึกษาไทยเป็นการศึกษาเพื่อเรียนรู้  แต่ไม่มีการต่อยอดเป้าหมายในเรื่องของการมีงานทำและการตอบสนองการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ  หลายสถาบันจึงผลิตบัณฑิตออกมาแต่หางานทำไม่ได้  เห็นได้ชัดจากตัวเลขลูกหนี้ กยศ.ที่ไม่สามารถใช้หนี้คืนได้เพราะหางานทำยังไม่ได้ซึ่งมีอยู่ประมาณห้าแสนคน   แสดงให้เห็นว่า แม้แต่การแข่งขันในประเทศคนของเราก็ยังไม่พร้อม จำเป็นต้องมีการปรับระบบจัดการศึกษาโดยเฉพาะการพัฒนาหลักสูตร  หลักสูตรเก่านั้น สิ่งที่เรียนไปกว่าครึ่งไม่ได้นำมาใช้  ขณะที่การวางแผนการเปิดหลักสูตรของแต่ละสถานศึกษาไม่ได้ตอบสนองการพัฒนากำลังคน  ไม่ตอบสนองคความต้องการของตลาดแรงงาน  ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งที่เราวางแผนกำลังคนไม่ได้เพราะเรา ไม่รู้ความต้องการตลาด  ไม่รู้จุดแข็งจุดอ่อนของประเทศเรา

        รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงศ์  ผู้อำนวยการวิจัย การพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI)  เปิดเผยผลวิจัยโครงการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมด้านการผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน  ว่า จากผลการศึกษาในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า  ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยอยู่ในระดับกลาง ๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน  ไทยเป็นรองแม้กระทั่งประเทศอินโดนีเซีย และยังห่างไกลมากกับประเทศมาเลเซียที่ศักยภาพเป็นอันดับสอง ส่วนประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดคือประเทศสิงคโปร์

        รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวต่อว่า ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนแล้ว ขีดความสามารถด้านการศึกษาของประเทศไทยอยู่ในอันดับ 6 รองจากสิงคโปร์  มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเชีย เวียตนาม และถ้าเปรียบเทียบในเอเซียแล้ว   ทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่ในอันดับที่ 43  เป็นรองสิงคโปร์ อันดับที่ 6 ฟิลิปปินส์อันดับที่ 16 มาเลเซีย อันดับที่ 23 และอินโดนีเซีย อันดับที่ 42

        อย่างไรก็ตาม ทักษะภาษาอังกฤษจะเป็นสิ่งสำคัญเมื่อเราเข้าสู่อาเซียน   แรงงานไทยอาจถูกแย่งงานได้จากประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนที่มีทักษะภาษาอังกฤษดีกว่า  และในความเป็นจริงประเทศเพื่อนบ้านเรา มีการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษที่รวดเร็วมาก  ขณะที่ประเทศไทยการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเป็นไปได้ช้าเพราะเราสอนภาษาอังกฤษแบบกลับหัวกลับหาง    เพราะฉะนั้น ควรยกให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ รณรงค์ให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษ