ไลฟ์สไตล์

เด็กไทยเรียนฟรีมากขึ้นแต่คุณภาพห่วย

เด็กไทยเรียนฟรีมากขึ้นแต่คุณภาพห่วย

29 ส.ค. 2554

สรุปภาวะประเทศ ชี้ชัดเด็กไทยกว่า 12 ล้านคน ได้ประโยชน์นโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่คุณภาพยังห่วย แนะรัฐบาลแก้คุณภาพการศึกษาเป็นอันดับแรก เพิ่มไอคิว-อีคิว เด็กปฐมวัย ขยายโอกาสการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต

          29 ส.ค.54 จากรายงานสรุปภาวะประเทศ จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งได้นำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุสถานการณ์ด้านการศึกษาในปัจจุบัน ว่า คนไทยมีศักยภาพและโอกาสด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นจากการขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี โดยมีนักเรียนได้รับประโยชน์ 12,471,611 ล้านคน แต่จากการประเมินผลสัมฤทธิ์ วิชาหลักของนักเรียนไม่ถึงร้อยละ 50 ขณะที่พบสถานศึกษาที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาด้านคุณภาพการศึกษา

          โดยเริ่มจากยกกระดับสติปัญญา (ไอคิว) และความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) ของกลุ่มเด็ก เพราะผลสำรวจระดับเชาวน์ปัญญาและพัฒนาการของเด็กไทยชี้ตรงกันว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าและระดับเชาวน์ปัญญาค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะช่วงปฐมวัยซึ่งเป็นพื้นฐานการพัฒนาทุน มนุยษ์ที่สำคัญที่สุด กลับพบว่า เด็กวัย 6-12 ปี จำนวนมากกว่าร้อยละ 25 มีค่าไอคิวต่ำกว่า 90 (ค่าความฉลาดปานกลางอยู่ที่ 90-110) ส่วนเด็กร้อยละ 40 มีไอคิวปกติระหว่าง 90-109 ส่วนการวัดอีคิว ปรากฎว่า เด็กในวัย 3-5ปี และ 6-11ปี มีความคิดการปรับตัวต่อปัญหาและความกระตือรือร้น ทั้งหมดมีคะแนนลดลงแต่อยู่ในเกณฑ์ปกติ

          ทั้งนี้ รัฐบาลต้องขยายโอกาสการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต เนื่องจากจำนวนผู้เรียนนอกระบบโรงเรียนได้เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 5.6 ล้านคน ในปีการศึกษา 2552 ส่วนจำนวนเด็กด้อยโอกาส เด็กพิการและเด็กพิเศษนั้น ได้รับโอกาสทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น จาก 3 ล้านคน มาอยู่ที่ 3.2 ล้านคน อย่างไรก็ตามต้องมีการเพิ่มช่องทางการเรียนรู้นอกห้องเรียน และส่งเสริมการจัดการศึกษาทางไกลของสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งให้มีคุณภาพและมาตรฐาน

          ขณะเดียวกันปัญหาการผลิตและพัฒนากำลังคน ที่ปัจจุบันยังขาดแคลนกำลังคนระดับกลางและสูงทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เพราะต่อให้มีสัดส่วนแรงงานไทยที่จบการศึกษาสูงกว่าระดับประถมศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ความต้องการเรียนต่อในสายอาชีวศึกษายังต่ำกว่าความต้องการกำลังคนระดับกลางของประเทศ ซึ่งมีความต้องการถึงร้อยละ 60 ของความต้องการแรงงานทั้งหมด ส่วนปัญหาด้านกำลังคนระดับสูง ยังคงมีสัดส่วนการผลิตบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่ำกว่าบัณฑิตสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ขณะที่บุคลากรด้านวิจัยเพิ่มขึ้นแต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ และแม้มีการสร้างองค์ความรู้เพิ่มขึ้น แต่การนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ยังต่ำ และยังขาดงานวิจัยที่เหมาะสมกับบริบทไทย