ไลฟ์สไตล์

เปิดใจคนพิการไม่ต้อง'สงสาร'

เปิดใจคนพิการไม่ต้อง'สงสาร'

30 ส.ค. 2554

เปิดใจคนพิการไม่ต้อง'สงสาร'แต่ขอโอกาสมีที่ยืนในสังคม โดย... หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

          “สมัยผมเรียนระดับ ปวช.ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น สาขาศิลปะ ผมคลานไปเรียนจนจบ เพราะไม่มีลิฟต์ ต้องคลานขึ้นบันไดไปชั้นสอง ชั้นสาม ลงมาพื้นด้านล่างมีน้ำเจิ่งนองก็ต้องคลานไป ถามว่าจะมีสักกี่ครอบครัวที่ยอมให้ลูกต้องไปทำอย่างนั้น แต่ผมก็ทำ และเรียนจบมาจนได้ จากนั้นก็ไปอบรมวิชาชีพคอมพิวเตอร์ที่พระมหาไถ่ จนได้ความรู้มาทำงานมาถึงทุกวันนี้ แต่ไม่มีวุฒิการศึกษา จึงต้องไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ตอนนี้ใกล้จบแล้ว" นายนครินทร์ (ขอสงวนนามสกุล) กล่าว

           นครินทร์ หนุ่มวัย 26 ปี ผู้พิการทางร่างกายขาพิการมาตั้งแต่กำเนิด พ่อแม่รับราชการเป็นเกษตรตำบล ใน จ.มหาสารคาม ไม่อยากให้เขาไปเรียนหนังสือ เพราะสงสารไม่อยากให้ลูกลำบาก เพราะร่างกายที่ไม่สมประกอบ เกรงว่าจะเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต ทว่า นครินทร์ มีความมุ่งมั่นในการเรียน จึงอดทนต่อความยากลำบากทุกๆอย่าง เรียนหนังสือจนสำเร็จการศึกษา ปัจจุบันเขาเป็นนักพัฒนาระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้ค่าตอบแทนเดือนละ 3 หมื่นบาท จ่ายค่าที่พักใกล้ที่ทำงาน ซึ่งเป็นย่านสีลม เดือนละ 5,000 กว่าบาท ค่าแท็กซี่เดือนละประมาณ 3,000 บาท และซื้อเครื่องดื่มตอบแทนน้ำใจให้ รปภ.ที่เรียกรถแท็กซี่ไปทำงานทุกวัน เนื่องจากระบบขนส่งมวลชนที่มีในประเทศไทยไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนพิการเท่าใดนัก

           ทุกวันนี้พ่อแม่ภูมิใจในตัวนครินทร์มาก ที่ได้ทำงานดีๆ และยังส่งเสียน้องอีก 2 คน เรียนจบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และอีกคนกำลังศึกษาอยู่ ทุกปี นครินทร์ กลับไปเยี่ยมบ้าน ด้วยการเหมารถ หรือวานเพื่อนฝูงขับรถไปส่ง โดยเป็นคนจ่ายค่าน้ำมัน หากเขาสามารถเดินได้อย่างคนปกติคงสามารถใช้บริการขนส่งมวลชนที่มีราคาถูกกว่าหลายเท่า

           "กฎหมายที่เปิดช่องให้นายจ้างจ้างคนพิการเข้าทำงานมากขึ้น หากไม่รับคนพิการเข้ามาทำงานในอัตราส่วนที่กำหนด นายจ้างก็จะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน แต่คนพิการเองก็ต้องยอมรับว่า คนที่มีความสามารถมีสัดส่วนน้อยกว่าคนปกติ เพราะได้โอกาสน้อยกว่าคนที่มีร่างกายปกติ โดยเฉพาะโอกาสในการศึกษา จึงทำให้มีคนพิการที่มีความสามารถจริงๆ เข้าไปสู่ระบบตลาดแรงงานน้อยกว่า อยากเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยดูแลคนพิการในเรื่องโอกาสทางการศึกษาด้วย เพราะหากคนพิการได้เรียนมากขึ้นก็จะมีคนที่มีศักยภาพมากขึ้น" นครินทร์ กล่าว 

           เช่นเดียวกับ "ต้อม" ชัยภักดิ์ วิจิตรจรรยา อายุ 31 ปี ผู้พิการสายตา ที่ถือคติการดำเนินชีวิตว่า จะต้องไม่เป็นภาระผู้อื่น ทำงานเลี้ยงตัวเองได้ จบ ม.ปลาย จาก ร.ร.ชิโนรสวิทยา ปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ทำงานครั้งแรกในตำแหน่งเซลส์ที่บริษัทเปอร์เฟคเวอร์ก ได้ประมาณ 1 ปี ก็ลาออกไปทำงานเป็นอัตราจ้างที่ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา ได้เงินเดือนพอเลี้ยงตัวเองได้ แต่ไม่สามารถแบ่งปันให้ผู้ให้กำเนิด "วิชิต-พรทิพย์" ได้ ต้อมจึงมองหางานที่ได้ค่าตอบแทนที่มากพอ ไปพร้อมๆ กับการเรียนต่อปริญญาโท ด้านบริหารการจัดการ ที่ ม.รามคำแหง ปัจจุบันเขาเป็นนักธุรกิจแอมเวย์ มีรายได้ต่อเดือน 5 หมื่นบาท พร้อมกับได้ปริญญามหาบัณฑิตด้านบริหารมาครอง

           "ต้อมเชื่อเสมอว่า ความพิการของเราไม่ใช่อุปสรรคต่อการใช้ชีวิต อยากให้คนพิการทุกคนมองโลกในแง่บวก ใช้ความด้อยโอกาสของเราเป็นแรงขับให้เรามีชีวิตอยู่ต่อและพยายามขวนขวายให้เกิดความก้าวหน้าใน ชีวิตให้ได้" ต้อมกล่าว

           ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง บอกว่า ยินดีสนับสนุน และทำตามกฎหมายกำหนด ที่ผ่านมาบริษัทได้จ้างลูกจ้างพิการเข้าทำงาน โดยมองที่ศักยภาพในการทำงาน ซึ่งพบว่าสามารถทำงานได้เท่าเทียมกับลูกจ้างปกติ และเพื่อนร่วมงานก็คอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้ แต่หากต้องรับพนักงานพิการเพิ่มตามกฎหมายใหม่ก็อาจจะต้องไปพิจารณาเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการมากขึ้น เช่น ทางลาด หรือห้องน้ำ เป็นต้น

           แท้ที่จริงผู้พิการทางสายตาไม่จำเป็นต้องมีอาชีพขายลอตเตอรี่เพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำงานด้านไอที หรือให้บริการทางคอลเซ็นเตอร์ ผู้พิการทางร่างกายก็สามารถเป็นโปรแกรมเมอร์ หรือคอมพิวเตอร์กราฟฟิกได้ หรือเป็นเจ้าของธุรกิจ ขอเพียงแค่ “โอกาส” เท่านั้น ที่ผ่านมา ภาครัฐได้สร้างมาตรการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อให้สถานประกอบการเปิดรับลูกจ้างที่เป็นผู้พิการเข้าทำงาน
      
หมายเหตุ : พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 2550 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2554 กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ ทั้งหน่วยงานของรัฐซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปรับคนพิการที่สามารถทำงานได้ 1 คน เศษถ้าเกิน 50 คนต้องรับคนพิการเพิ่มอีก 1 คน หากไม่ประสงค์จะรับคนพิการเข้าทำงานให้ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปี โดยคำนวณจากอัตราต่ำสุดของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานฯ คูณด้วย 355 และคูณด้วยจำนวนคนพิการที่ไม่ได้รับเข้าทำงาน

           นายจ้างและสถานประกอบการที่ให้โอกาสแก่คนพิการจะได้รับยกเว้นภาษี ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 519) 2554 มาตรา 3 มีสาระสำคัญคือ ให้ยกเว้นภาษีสำหรับรายได้จำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิประโยชน์ และมาตรา 4 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการเพิ่มขึ้นหากรับคนพิการเข้าทำงานเกินกว่าร้อยละ 60 ของลูกจ้างในสถานประกอบการนั้น โดยมีระยะเวลาการจ้างเกินกว่า 180 วัน ในปีภาษี หรือรอบระยะเวลาบัญชีที่มีเงินได้