
รายงาน ...
11 ธ.ค. 2551
รายงาน ...
+
พักยก !!!
+
พลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบสามพรรคการเมือง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งใช้มาตรการเข้มข้นในการชุมนุมก็ได้ประชุมเพื่อทบทวนท่าทีและประกาศยุติการชุมนุมภายในวันเดียวกัน
พันธมิตรลากการชุมนุมยาวมาถึง 192 วัน ผ่านการชุมนุมใหญ่หลายต่อหลายครั้ง จนถึงล่าสุด "ยุทธการม้วนเดียวจบ" ถูกนำมาใช้ ท่ามกลางความไม่สบายใจของผู้ชมรอบสนาม
กระแสไม่เห็นด้วยเริ่มจากความหวาดหวั่นเรื่องความรุนแรงและสงครามกลางเมือง เพราะพันธมิตรประกาศปิดล้อมรัฐสภาที่เคยเป็นสมรภูมิเลือดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
ทุกคนกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย !!!
แต่สุดท้ายสภาก็แก้เกมปลดล็อกความรุนแรง ด้วยการเลื่อนประชุมไม่มีกำหนด ทำให้พันธมิตรวืดเป้าแรก
จึงต้องเบนเข็มสู่เป้าหมายที่สอง ที่คิดว่าหากปิดล้อมที่แห่งนี้รัฐบาลต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน และเป้าหมายที่ว่านั่นก็คือ "สนามบินดอนเมือง" ที่ตั้งทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว
แต่จนแล้วจนรอดรัฐบาลก็ไม่มีท่าทีอะไร ทหารก็ไม่ออกมารักษาความสงบตามที่วาดหวัง เรียกได้ว่าวืดเป้าหมายที่สองไปอีกครั้ง
สุดท้ายการยึด "สุวรรณภูมิ" ทิ้ง "ทำเนียบรัฐบาล" จึงบังเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีแกนนำบางคนไม่เห็นด้วยก็ตาม
เพราะมองว่าการทำเช่นนี้มีแต่ทางลบกับพันธมิตร และมองไม่เห็นทางชนะ ซ้ำยังทำให้กลุ่มเป็นกลางถีบตัวออกห่างพันธมิตร
สงครามกลางเมืองร่ำๆ จะเกิด หลังจากที่ทั่วทุกหัวระแหงมีการปะทะระหว่างมวลชน "เสื้อเหลือง-เสื้อแดง" จนถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย
ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวพังลงทันทีที่ "พันธมิตร" กรีธาทัพเข้ายึดสนามบิน ความเชื่อถือต่างชาติติดลบลงไปพร้อมๆ กัน
เสียงก่นด่า "พันธมิตร" กระหึ่มไปทั่วประเทศ ท่ามกลางความสงบสยบเคลื่อนไหวจากรัฐบาล
ประกาศภาวะฉุกเฉินกลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ค่า ทหารก็ทำเพียงการออกมาบอกให้รัฐบาลยุบสภา
การยิงถล่มที่ชุมนุมเกิดขึ้นรายวัน พร้อมๆ กับกระแสข่าวการทำร้ายร่างกายผู้อื่น ทำลายทรัพย์สินโดยการ์ดพันธมิตร เรียกว่ายิ่งอยู่นาน "พันธมิตร" ยิ่งน่วมเข้าไปทุกขณะ ทั้งจากคนอื่นทำร้ายและทำร้ายตัวเอง
ประชาชนเริ่มระอากับความไม่เอาไหนของรัฐบาล พอๆ กับเริ่มไม่พอใจกับการกระทำของพันธมิตร ทำให้นับวันบรรยากาศทางการเมืองระอุขึ้นเรื่อยๆ
แต่สุดท้าย กระบวนการตุลาการภิวัตน์ก็เริ่มกลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่ง เมื่อคดียุบสามพรรคร่วมรัฐบาลถูกพิจารณาโดยรวดเร็ว
และเกินกว่าความคาดหมายตรงที่การตัดสินออกมาเร็วชนิดไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เร็วถึงขนาดที่กลุ่มเสื้อแดงยังเรียกระดมพลไม่ทันด้วยซ้ำไป
คำตัดสินดังกล่าวจึงเป็นบันไดทางลงที่ปูทอดรอพันธมิตรอย่างสวยหรู และพันธมิตรก็ไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ในทันที
ความเหนื่อยล้าจากการชุมนุมที่ยืดเยื้อเกินความคาดหมาย การบาดเจ็บล้มตาย ภาพลักษณ์ที่ติดลบ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ "พันธมิตร" ต้องกระโดดคว้าโอกาสเอาไว้
คำอธิบายอันสวยหรูว่าด้วยชัยชนะ ถูกหยิบยกมากล่าวอ้าง เป็นเบื้องหน้า
แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องยอมรับว่า การยอมยุติการชุมนุมในครั้งนี้ เป็นการปรับสภาพสังคมที่อึมครึมให้สดใสและคลี่คลายบรรยากาศให้ดูผ่อนคลายลง และชี้ให้เห็นว่า พันธมิตรก็ไม่ได้เดินหน้าฆ่ามันอย่างเดียวแต่ก็ถอยเป็นเช่นกัน
ทางเลือกนี้ของพันธมิตรจึงถือเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง หลังจากที่ลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน
แต่การยุติการชุมนุมครั้งนี้ อาจจะเป็นเพียงการพักยกอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น
เพราะ "ตุลาการภิวัตน์" เองก็ไม่ได้รับการยอมรับจากมวลชนเสื้อแดง และประกาศพร้อมที่จะชุมนุมใหญ่ เพื่อรับคำสั่งโดย



