ไลฟ์สไตล์

ภายใต้อุ้งหัตถ์กาลเวลา

ภายใต้อุ้งหัตถ์กาลเวลา

28 ส.ค. 2554

สนามเรื่องสั้น-สั้น : ภายใต้อุ้งหัตถ์กาลเวลา : โดย...จุฬา ละคร

          ผมลืมบางสิ่งบางอย่างไปโดยสิ้นเชิง ไม่เคยใส่ใจในรายละเอียดของการก้าวเดินบนถนนชีวิต ขณะที่กาลเวลาขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ พร้อมกลืนกินบางสิ่งบางอย่างที่ผมโหยหาจะย้อนกลับไปดื่มด่ำ เผื่อว่าความงดงาม ความรัก ความสุขรื่นรมย์ ความทุกข์โศก และความอบอุ่นที่ได้บังเกิดขึ้น ณ ห้วงเวลาอันมีคุณค่าที่สุดในชีวิตจะชุบชื่นดวงใจผมได้บ้าง...

          ณ วันหนึ่ง, ความงดงามทั้งมวลที่อาบชุ่มอยู่ทั่วความรู้สึกและจิตวิญญาณของผม ก็ค่อยๆ เลือนไปพร้อมกับเข็มนาฬิกาที่ก้าวเดินไม่หยุดหย่อน เสียงที่ก้องกระหึ่มอยู่รายรอบก็ล้วนเร่งเร้าให้ยอมรับกับความเป็นปัจจุบันและความเป็นจริง อันซึ่งซุกซบอยู่ในอ้อมกอดแห่งหยาดเหงื่อแรงงาน กับโลกใบหยาบกระด้าง กับใบหน้าที่มีแต่ความรีบเร่ง กับดวงใจรายล้อมที่ไขว่คว้าตักตวงปิศาจเห็นแก่ตัวมาเป็นสรณะแห่งตน ดั่งว่าแสงมืดดำได้แผ่ซึมซับลามทามายังดวงใจผม ทั้งที่พยายามจะให้หลุดรอด ดิ้นรนปานประหนึ่งสัตว์ป่าถูกกับดักของนายพราน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากเงื้อมเงามืดดำนั้นได้เลย

          ไม่มีประโยคใดจากปากของผู้คนรอบข้างจะทำให้ผมได้ผลิยิ้ม ไม่มีอิสรภาพใดๆ ในแต่ละห้วงวันที่พอจะให้ผมท่องเที่ยวเช่นที่เคยเป็น ขณะที่ผมระลึกถึงแสงแดดอุ่นและท้องฟ้าสดใส ไอหมอกหนาวกับน้ำค้างหยาดเย็น ดวงใจผมกลับถูกโบยตีด้วยการออกคำสั่งห้วนหยาบอยู่ร่ำไป หรือนั่นเป็นเพราะจิตใจผมได้ถูกจองจำ โดยโซ่ตรวนที่ชื่อภาระโดยแท้จริง

          โลกแห่งความใฝ่ฝันใบเล็กๆ ของผมถูกห่อหุ้มด้วยความมืดดำ อันแผ่กระจายออกมาจากแวดล้อมรอบข้าง  โอ! จะมีสิ่งใดเลวร้ายไปมากกว่านี้อีกเล่า? จะมีโลกใบไหนแคบคับอับจนเท่าโลกใบนี้อีกเล่า? จะมีห้วงเวลาใดทุกข์ท้อเท่าห้วงเวลาเช่นนี้อีกเล่า? เหล่านี้ล้วนเป็นความรู้สึกต่ำต้อยต่อจิตวิญญาณ เป็นความป่วยไข้โทรมทรุดของดวงใจอย่างยากจะเยียวยา

          “ผมจะลาออกจากงานที่ทำอยู่!” นี่คือประโยคที่ผมพยายามดิ้นรนเพื่อหลุดรอดจากบ่วงที่รัดรึง ด้วยน้ำเสียงและสายตาวิงวอนต่อภรรยาคู่สุขทุกข์ของผม ขณะที่เธอพยายามเบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง เหมือนกับว่าความพยายามของผมไม่ได้มีสาระความหมายอะไร

          “ลาออก! จะทำอะไรกินได้อีก...อายุก็ปูนนี้แล้ว ขนาดทำอยู่ก็แทบเอาตัวไม่รอด”
 นั่นคือคำตอบต่อความพยายามอันจริงจังของผม มันมีความหมายแค่เพียงประโยคสั้นห้วน และไร้วี่แววที่จะรับฟังหรือเสนอแนะ ซ้ำยังตอกย้ำซ้ำเติมดวงใจที่กำลังป่วยไข้ให้โทรมทรุด เธอไม่อาจเข้าใจได้มากกว่าความเป็นอยู่จำเจผูกขาด ความเป็นปัจจุบันที่ไม่เคยพานพบสิ่งใหม่ๆ กับทัศนะซ้ำๆ ที่ไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นอื่นใด

          แต่นั่นผมก็เข้าใจในเนื้อหาความคิดความรู้สึกที่เธอมีอยู่ อาจเป็นเพราะความกังวลในภาระอันหนักอึ้งที่เธอแบกรับอยู่ และอาจด้วยความรู้สึกที่เธอปรารถนาจะสะสมทรัพย์ทางโลก ให้มากจนพอใจตามที่เธอรู้สึกและเป็นอยู่ แต่สำหรับผมแล้วไม่ใช่ ด้วยรู้สึกว่า หากมัวแต่คิดและอยากสะสมทรัพย์ทางโลกมากเกินไป สิ่งนั้นจะทำให้ความรู้สึกวนเวียนและจมปลักอยู่กับความอยาก อันเป็นบ่อเกิดของความแคบคับอับจนในที่สุด...

          “ผมอยากเดินทาง และออกไปจากกรอบครอบงำที่เป็นอยู่จำเจนี้เสียที” ผมพยายามอีกอย่างไม่ย่อท้อ และเน้นย้ำหนักขึ้น เพื่อให้เธอได้เห็นแวววิงวอนเศร้าสร้อย แต่ความพยายามของผมก็มิได้กระตุ้นเตือนให้เธอกระเตื้องต่อถ้อยคำวิงวอนของผมแม้แต่น้อยนิด ความเย็นชาระบายอยู่ทั่วดวงหน้าบึ้งตึงของเธอ และยิ่งเท่ากับผมได้เพิ่มความปวดร้าวสาหัสให้กับตัวเอง จิตวิญญาณโหยหาของผมคล้ายร่ำไห้แดดิ้นอยู่ภายในกรอบครอบงำมืดไหม้ ดวงใจเฝ้าร่ำหาแต่หนทางอันเป็นอิสรภาพ และแสงสว่างที่จะนำทางผมไป

          “คุณไม่เข็ดหลาบอีกหรือกับชีวิตที่ผ่านมา คำสวยหรูของคุณ...เดินทาง แสวงหา และอีกจิปาถะที่สรรหามาพูด  มันบอกให้คุณรู้ว่านั่นคือเพ้อฝัน อย่าทำให้ฉันปวดหัวไปกว่านี้เลย” และอัตตาที่ผมมีอยู่มากมาย ก็ไม่อาจเป็นขบถต่อความคิดและทัศนะของเธอ เพราะความต่างระหว่างเรามันห่างกัน ขณะที่ผมยังยืนอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ในดวงใจที่มีแต่ความยึดมั่นถือมั่นและซื่อสัตย์ของเธอ นั่นเป็นความดีงามที่เธอมีอยู่ และมันอาจกลายเป็นความเห็นแก่ตัวของผมหากผมขบถ พร้อมโลดแล่นไปตามอัตตาของตนเอง ผมจึงทำตามความใฝ่ฝันไม่ได้ เพราะรู้สึกได้ถึงความต่าง และจึงยอมทนอยู่ในกรอบครอบงำ ในอาณาจักรเล็กๆ ที่ห่อหุ้มด้วยความมืดไหม้

          การพูดคุยและวิงวอนต่อเธอจึงล้วนจบลงด้วยการถอยห่างออกมาของผม แล้วก็ยอมจมปลักดักดานอยู่กับใบหน้าเดิมๆ กับถ้อยคำและสิ่งรอบข้างอันเป็นเนื้อหาสาระของการก้าวไปไม่มี ขณะกาลเวลาก็ทำหน้าที่กัดกร่อนช่วงชีวิตให้หดสั้นลง พร้อมกลืนกินความใฝ่ฝันให้พร่าเลือนลงเรื่อยๆ อย่างช้าๆ และทุกข์ทรมาน

          ผมจะทำอย่างไรกับชีวิตที่เหลืออยู่ช่วงสั้นๆ นี้? และผมก็หาคำตอบให้กับตัวเองด้วยการมีเพื่อนทุกข์แสยะยิ้มต่อผมอยู่ร่ำไป มันอาจเป็นความเจ็บปวดที่ผู้คนหัวเราะเยาะ และเย้ยหยันไม่จบสิ้น เพราะอาณาจักรมืดไหม้แห่งนี้  ปรากฏให้เห็นก็แต่เพียงปิศาจเห็นแก่ตัวและการนินทาถ่มถุยต่อกัน สภาวะเช่นนี้ไม่เรียกว่าชีวิตตกต่ำหรอกหรือ?

          ความถวิลหาและก้าวเดินสู่ความเป็นอิสรภาพต่อเบื้องลึกของตัวตนนั้น ถือได้ว่าเป็นสิ่งทำได้ยากยิ่ง ตราบเมื่อแวดล้อมรอบข้างมิได้มองเห็นความงดงาม และหากใจเราเป็นขบถต่อความรัก ความผูกพัน และพันธะอันมีต่อกันแล้ว มันจะเป็นอิสรภาพแท้จริงได้อย่างไร และด้วยสภาวะเช่นนี้ ผมพยายามที่จะหยุดมองและสนทนากับตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะนั่นเป็นวิธีที่จะทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายได้บ้างในแต่ละห้วงวัน แต่ในที่สุดแล้วกาลเวลาก็ดึงผมกลับเข้าสู่สภาวะแคบคับอับจนหนทางเช่นเดิม...

          “ผมสัญญาว่า เมื่อผมลาออกจากงานนี้แล้ว ผมจะทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลง!” และนี่ก็อีกครั้งหนึ่งที่ผมใช้ความพยายาม ด้วยคำมั่นสัญญาหนักแน่นด้วยเรื่องอันอาจเป็นไปได้ยาก เพราะการจะทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้นั้น มันหมายถึงความรู้สึกนึกคิดระหว่างคนสองคนที่อยู่ร่วมกัน จะต้องเกิดก่อปรารถนาและจุดหมายที่เป็นไปในทางเดียวกัน แต่ที่เป็นอยู่มันล้วนแต่ไม่ใช่ เพราะความคิดความรู้สึกระหว่างไม่เคยถ่ายเท และไหลรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

          “คุณอย่าสัญญาอะไรต่อฉัน ถ้าคุณคิดจะเปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยการออกจากงานมาเดินทางแสวงหา มาเขียนหนังสืออะไรของคุณนั่นมันไม่มีทาง...คุณอย่าแม้แต่คิดเลย!”
 นั่นเป็นคำตอบและความคิดเห็นของเธอที่มีต่อผม เธอคงไม่รู้หรอกว่า เธอได้หมิ่นต่อความรักความรู้สึกของผมมากมายขนาดไหน และแม้แต่เธอก็ไม่แตกต่างจากใครๆ ในโลกใบคับแคบที่ผมดำรงอยู่ ณ เวลาเช่นนี้เพื่อนทุกข์ของผมจึงไม่อาจหลีกหนีจากผมไปได้เลย

          กาลเวลาช่างแสนเชื่องช้านัก! และทุกนาทีแห่งการก้าวเดินของเข็มนาฬิกา ประหนึ่งว่ามันได้กัดกร่อนบางอย่างในตัวผมไปอย่างเยือกเย็น “อย่ากลัว อย่าหวั่น ตราบใดที่คุณยังมีความมุ่งมั่นในความใฝ่ฝัน ต่อให้วันเวลาผ่านพ้นไปนานสักปานใด  ความใฝ่ฝันนั้นจะยังคงนิ่งสงบอยู่ ณ อาณาจักรใจของคุณเสมอ”

          นั่นเป็นเสียงแห่งความมหัศจรรย์ที่สุดในช่วงกาลเวลาที่ผ่านมายาวนาน เพราะความจมปลักซ้ำซากที่เกิดขึ้นกับผมจนกลายเป็นความสับสนและหวาดหวั่น พร้อมกับเพื่อนทุกข์เดินทางมาหา จนกระทั่งผมได้เรียนรู้ถึงความทุกข์ระทมจนลึกซึ้ง จึงได้รู้ว่าความระทมทุกข์อันเป็นที่สุดกลับเป็นพลังเจิดจ้า ปลุกผมให้ตื่นจากความสิ้นหวังได้อย่างมหัศจรรย์ เสียงแห่งเพื่อนทุกข์ฉุดมือผมขึ้นจากสภาวะการล้มลงให้ลุกขึ้น และเดินต่อไปพร้อมๆ กับความใฝ่ฝันที่ยังคงสถิตอยู่ ณ อาณาจักรใจของผม บัดนี้ผมได้เข้าใจวิถีแคบคับอับจนหนทางในยามถึงที่สุด มนุษย์ย่อมปรับเปลี่ยนสิ่งนั้นให้เป็นพลังสร้างสรรค์ได้
 “ต้องขบถต่อความรักความผูกพันและภาระหรือ?” ความรู้สึกของผมถามเจ้าเพื่อนทุกข์

          “ใช่...ต้องขบถ! เพราะการขบถโดยวิธีของคุณไม่ใช่ความชั่วร้าย เพราะคุณขบถโดยจิตสำนึกโดยความใฝ่ฝัน  คุณก้าวเดินไปตามวิถีใฝ่ฝันของคุณ และนั่นก็เท่ากับว่าคุณยังคงซื่อสัตย์ต่อความรักความผูกพันและภาระ เมื่อคุณบรรลุยังความใฝ่ฝันนั้นแล้ว พลังสร้างสรรค์ของคุก็จะยังคงหล่อเลี้ยงความรักความผูกพันและภาระนั้นให้เจริญงอกงามได้...ผมจึงบอกคุณว่าอย่ากลัวและหวาดหวั่น ใช้พลังทั้งหมดที่เจิดจ้าขึ้นแล้ว ก้าวไปตามความใฝ่ฝันของคุณ”

          ความรู้สึกลึกล้ำของผมตื่นขึ้นอย่างมีพลัง จิตวิญญาณสงบนิ่งพร้อมกล่าวคำขอบคุณต่อเพื่อนทุกข์  ที่ปรับเปลี่ยนความแคบคับอับจนหนทางให้บังเกิดพลังสร้างสรรค์ และส่องแสงสว่างแห่งความศรัทธา ให้ผมได้ค้นพบขุมพลังจากมิติของความมืดดำ ที่ผมอิงซบอยู่อย่างล้าโรยภายใต้อุ้งหัตถ์แห่งกาลเวลา