ไลฟ์สไตล์

ว่าที่นักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยอนาคตของชาติ

ว่าที่นักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยอนาคตของชาติ

28 ส.ค. 2554

เปิดโลกอินเทรนด์ : ว่าที่นักวิทยาศาสตร์ตัวน้อย อนาคตของชาติ : [email protected]

          อาทิตย์ก่อนบอกไว้ว่า จะตามไปดูน้องๆ ที่มาร่วมงาน "เทศกาลวิทยาศาสตร์เยาวชนเอเปค" แล้วก็ตามไปดูมาแล้วจ้า...

          บอกได้เลยว่า งานนี้มันสุดๆ เพราะได้เห็นอีกบรรยากาศ ที่ว่าที่นักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยๆ ทั้งหลายกำลังได้ทดสอบในเรื่องต่างๆ กันอย่างมีสีสัน และสนุกสนาน ใครจะไปรู้ว่า ในจำนวนเด็กกว่า 600 คนนี้ อาจจะมีนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังในอนาคตร่วมอยู่ด้วยก็ได้

          อะ..อะ อย่าเพิ่งคิดว่า แล้วมันอินเทรนด์ตรงไหน กับแคมป์วิทยาศาสตร์ของเด็กๆ
 ขอบอกว่า อินเทรนด์เจ้าค่ะ เพราะงานนี้ไม่ใช่รายงานแบบธรรมดา เพราะว่าที่นักวิทยาศาสตร์ที่เขาสวมวิญญาณเป็นนักข่าว ทำหน้าที่นักข่าวแบบจริงๆ ลงพื้นที่ สัมภาษณ์เพื่อนๆ ในงานมา แล้วมีงานตีพิมพ์ มีถ่ายทำวีที แบบของจริง โดยที่น้องๆ นักข่าวสาวชาวจีน และหนุ่มนักข่าวชาวไทย จะมาทำหน้าที่พาไปดูการทดลองต่างๆ ในแคมป์

          โดยในแคมป์เทศกาลวิทยาศาสตร์เอเปคครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้ง 4 แต่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และมีนักเรียนที่เป็นดาวเด่นที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 5 คน มาทำหน้าที่เป็นนักข่าวของแคมป์ คอยรายงานความเคลื่อนไหวต่างๆ มีทีมงานนักข่าวตัวจริง จากหลายบริษัทมาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ให้น้องทั้ง 5 คน ทั้งด้านการเขียนข่าว การรายงานหน้าจอทีวี การถ่ายทำรายการ การตัดต่อภาพ

          อะ..เห็นไหมล่ะว่าไม่ธรรมดา และอิน(เทรนด์)ขนาดไหน มีที่ไหน ค่ายวิทยาศาสตร์ แต่มีว่าที่นักวิทยาศาสตร์ได้มาทำหน้าที่นักข่าวด้วย...เจ๋งจริงๆ 

          มิเชล หรือ ทาน โชว ยุน สาวน้อยจากเมืองจีน ที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นนักข่าวในงานนี้ มาทำหน้าที่พา "เปิดโลกอิเทรนด์" ไปดูการทดลองของเพื่อนๆ แค่จุดแรกก็อึ้ง และรู้สึกตื่นเต้นเสียแล้ว เธอพาไปดูฐานที่เพื่อนๆ กำลังทำหน้าที่ในการพิสูจน์หลักฐานที่มีการฆาตกรรมเกิดขึ้น แล้วไม่มีร่องรอยของเลือดทิ้งไว้ให้เห็น จึงต้องใช้สารลูมินอล (Luminal) เพื่อตรวจหาร่องรอยของคราบเลือด

          มิเชล เล่าอย่างตื่นเต้นว่า ฐานนี้เพื่อนๆ ตื่นเต้นกันมาก เพราะมีทีมตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานมาสอนวิธีการ และกระบวนการการทำงานจริง เพื่อเข้าไปพิสูจน์ว่ามีรอยเลือดในที่เกิดเหตุหรือไม่
 มีการจำลองห้องที่เกิดเหตุ แต่ไม่มีรอยเลือด เพื่อนๆ ต้องทำงานเป็นทีมเวิร์ค คนแรกนำทีมเข้าไป เอาไฟฉายส่อง แล้วเอาสารเคมีลูมินอล หรือที่เพื่อนๆ เรียกกันว่า "แสงตาทิพย์" ฉีดบนจุดเกิดเหตุ ถ้าจุดไหนมีรอยคาบเลือดก็จะปรากฏเรืองแสงขึ้นมา คนที่สองคอยจดบันทึกตามที่คนแรกบอกว่า เห็นอะไรบ้าง และคนที่สามก็เข้าไปเพื่อถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน แล้วคนที่สี่ก็ตามไปเพื่อวางตัวเลขตามจุดต่างๆ ที่พบหลักฐาน

          "ทุกคนบอกว่า ตื่นเต้น เพราะไม่คิดว่าจะได้มาเรียนรู้จริงๆ กับผู้เชี่ยวชาญจากทีมที่ทำงานจริง แม้จะเป็นการทดสอบเล็กๆ แต่เพื่อนก็ตื่นเต้นที่ทดลองทำด้วยตัวเอง" มิเชล รายงาน พร้อมกับส่งยิ้มหวานให้ จากมิเชล ตามมาดูว่าที่นักวิทยาศาสตร์ในอนาคตของเมืองไทยอีกคน...ฮ่าๆ ๆ

          ที่กล่าวว่า ว่าที่นักวิทยาศาสตร์นั้น ไม่ได้ไกลเกินความจริงเลย เพราะ น้องสตังค์ พลเดช อนันชัย คนนี้มาไกลจากเชียงราย ผ่านเวทีแคมป์วิทยาศาสตร์ต่างๆ ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศมาแล้วนับไม่ถ้วน ผ่านการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เข้าแข่งขันมาแล้วอีกหลายเวที และในที่สุดก็เป็นหนึ่งของนักเรียนที่ได้รับทุนการเรียนต่อทางด้านวิทยาศาสตร์จนสามารถจบดอกเตอร์ด้วย ถ้าต้องการจะเรียน
 ซึ่งสตังค์ ยืนยันว่า "ครับ ผมต้องการเป็นนักวิทยาศาสตร์และทำงานให้กับประเทศไทยครับ"

          แต่เวทีนี้ สตังค์ ทำหน้าที่เป็นเป็นนักข่าวเจ้าค่ะ ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ตัวน้อย สตังค์ รับหน้าที่พาดูฐานที่กำลังมีการสร้างปลาหุ่นยนต์ เพื่อให้ว่ายในน้ำได้ เขารายงานว่า หลังจากได้คุยกับเพื่อน แลนซ์ เทย์เลอร์ จากสหรัฐอเมริกา และแคลร์ จากออสเตรเลีย ซึ่งกำลังช่วยกันสร้างปลาที่มีรูปร่างหน้าตาอย่างที่เพื่อนในทีมต้องการแล้ว ทุกคนในทีมต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยกันประดิษฐ์ปลาหุ่นยนต์นี้ ในช่วงเช้า โดยบ่ายจะมีการแข่งขันนำปลาที่ประดิษฐ์นี้ไปว่ายในน้ำ เพื่อดูว่าปลาหุ่นยต์ตัวไหนแข็งแรงสุด ว่ายไกลได้สุด สมบูรณ์แบบสุด

          "เพื่อนๆ บอกว่า รู้สึกดีที่ได้รู้ว่า การจะสร้างหุ่นยนต์สักตัวนั้น ต้องเริ่มจากอะไรบ้าง ต้องมีอุปกรณ์อะไรที่ทำให้หุ่นเคลื่อนไหว แล้วไปได้ไกล ไปได้เร็ว ตื่นเต้นที่ได้สร้างหุ่นยนต์ด้วยตัวเอง ได้เห็นว่า ปลาเคลื่อนไหวได้"

          นอกจากฐานนี้แล้วก็ยังมีฐานที่สอนให้ทำจรวดจากขวดน้ำ และฐานที่สร้างเมืองตามจินตนาการ โดยที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ในเมืองนั้นด้วย เพื่อเป็นการปูพื้นฐานให้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่ามีโทษ และมีประโยชน์อย่างไร และควรจะออกแบบโครงสร้างป้องกันอย่างไร
 "จากที่ได้รายงานและสัมภาษณ์เพื่อนทุกวันตลอดงานนี้ ทำให้ผมได้เรียนรู้และซึมซับวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเพื่อนๆ ก็เหมือนกันครับ

          เพราะผมเห็นได้ว่า แต่ละคนนั้น นอกจากจะสนุกกับการได้ทดลอง ทำสิ่งใหม่ ได้แลกเปลี่ยนกับการเจอเพื่อนๆ ใหม่ ที่มาจากหลายๆ ประเทศแล้ว ยังได้ความรู้นำไปต่อยอดความคิดเขา และคิดว่า ในกลุ่มเพื่อนๆ ที่มาเข้าค่ายครั้งนี้ ก็คงมีหลายคนที่อยากเดินในสายของงานวิทยาศาสตร์หลังจากเรียนจบ เหมือนกับผม แม้ค่ายนี้ผมจะได้ทำหน้าที่เป็นนักข่าว แต่ผมก็ยังอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ครับ" สตังค์ บอกอย่างหนักแน่น 

ขอปรบมือรับนักวิทยาศาสตร์คนใหม่ของประเทศไทยในอนาคตด้วยจ้า...