
เสียงคนพื้นที่ดับตีตราพระปฐมเจดีย์
สะท้อนจากคนนครปฐม ดับฝันพระปฐมเจดีย์ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก : กัมปนาท ขันตระกูลรายงาน
การดำเนินการของกรมศิลปากร ร่วมกับเทศบาลนครนครปฐม ในการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาเสวนาเพื่อรับความฟังความคิดเห็นในการนำเสนอ "พระปฐมเจดีย์" เป็นมรดกโลก ณ อาคารกองอำนวยการ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีพระธรรมปริยัติเวที เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายธราพงศ์ ศรีสุชาติ ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร นายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี หัวหน้ากลุ่มงานโบราณคดี สำนัก 2 สุพรรณบุรี น.ส.ภัทรวรรณ พงศ์ศิลป์ นักโบราณคดีชำนาญการ น.ส.ศรันยา ปาทา หัวหน้าพิพิธภัณฑ์นครปฐม ร่วมทำหน้าที่ให้ความรู้แก่ประชาชน ซึ่งเข้าร่วมกว่า 200 คน
เสียงตอบรับที่น่าสนใจก็คือ สนับสนุนเพียง 3 คน ขณะที่อีก 200 คนคัดค้านการขึ้นเป็นมรดกโลก ได้ส่งผลให้แนวคิดนี้อยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงและยากอย่างยิ่งที่จะผ่านการสนับสนุน โดยมี 200 เสียง ที่ทำประชาพิจารณ์ครั้งหลังสุดเป็นแกนหลัก 200 เสียง ที่นำร่องในการแสดงพลังต้านก็คือ หัวหน้าชุมชนในเขตเทศบาลนครนครปฐม รวมทั้งอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลนครนครปฐม ผู้ประกอบอาชีพค้าขายในบริเวณโดยรอบองค์พระปฐมเจดีย์ การนำเสนอข้อมูลในเชิงวิชาการที่มีความซับซ้อนในแบบสอบถาม รวมไปถึงการขอมติแบบเปิดเผย หลังจากที่ออกมาจึงเท่ากับว่าเสียงคัดค้านอยู่ในระดับที่มากกว่าเสียงสนับสนุน เป็นการคัดค้านอย่างตรงไปตรงมาว่า "ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นทะเบียนพระปฐมเจดีย์ เป็นมรดกโลก"
พระปฐมเจดีย์ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนทันตธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปูชนียสถานสำคัญที่ยิ่งใหญ่ ตั้งอยู่ที่วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก เป็นพระสถูปเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จัดเป็นพุทธสถานรุ่นแรกๆ ที่พบในประเทศไทย มีอายุนับพันปี ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวชมและนมัสการมากกว่าปีละหลายแสนคน
ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ ต.พระปฐมเจดีย์ ประกอบอาชีพค้าขายกับนักท่องเที่ยว และพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมานมัสการพระร่วงโรจน์ฤทธิ์ พระบรมสารีริกธาตุ และเที่ยวชมองค์พระปฐมเจดีย์มายาวนาน จะเห็นได้ว่าบริเวณรอบๆ องค์พระปฐมเจดีย์ มีแผงค้าอาหาร สินค้าพื้นเมืองของจ.นครปฐม มากกว่า 400 แผง ขณะที่บริเวณรอบนอกรอบบริเวณพระปฐมเจดีย์ก็มีการปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ เป็นไปตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ
"ผมไม่เห็นด้วยที่จะขึ้นทะเบียนพระปฐมเจดีย์เป็นมรดกโลก เพราะไม่มีความจำเป็น หากเป็นมรดกโลกแล้วชาวต่างชาติจะต้องมาจัดการ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวนครปฐม ที่ผ่านมาทางวัดพระปฐมเจดีย์ ได้พัฒนาพระปฐมเจดีย์เจริญ และชาวบ้านและชุมชนรอบองค์พระปฐมเจดีย์ก็อยู่ดีมีสุข ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นการขึ้นทะเบียนพระปฐมเจดีย์เป็นมรดกโลกจึงไม่มีความจำเป็น" สุเทพ แสงเพลิง รองนายกเทศมนตรีนครนครปฐม ย้ำท่าที
"การเอาองค์พระปฐมเจดีย์ขึ้นมรดกโลก มีเป้าหมายอะไร เราจะได้อะไรจากองค์กรนี้ผมว่าไม่เกิดประโยชน์ การท่องเที่ยว หรือเศรษฐกิจก็ไม่ได้ดีเพิ่มขึ้นกว่าเดิมแน่นอน หากขึ้นเป็นมรดกโลกก็จะถูกครอบด้วยกฎระเบียบมากมาย พวกเราคนไทยดูแลเองได้ และทำได้ดีกว่า โดยเฉพาะเรามีองค์กรศาสนาที่มั่นคง เจริญงอกงามอยู่เป็นผู้ดูแล เราสามารถกำกับดูแล และกำหนดทิศทางเองได้ เรามีกฎกติกาเราเอง ไม่ต้องการให้ใครมาวางกรอบ" สมบัติ แจ่มจันทร์เกษม ประธานหอการค้านครปฐม กล่าว
ประเสริฐ บุญทรง ผู้ค้าส้มโอเขตเทศบาลนครนครปฐม กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นทะเบียนพระปฐมเจดีย์เป็นมรดกโลก และไม่ใช่ว่าจะมีเฉพาะผู้ค้าบริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ที่ค้านเท่านั้น คนในจ.นครปฐมก็คัดค้าน เพราะหากพระปฐมเจดีย์เป็นมรดกโลก แน่นอนว่าจะมีการจัดรูปการใช้พื้นที่ใหม่ ทั้งที่ทางวัดพระปฐมเจดีย์ ดูแลจัดการและพัฒนาดีแล้ว
"อยากให้กรมศิลปากรไปหาโบราณสถานที่ไม่มีผู้ดูแล ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะดีกว่า ที่นี้วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหารดูแลดีอยู่แล้วไม่ควรมายุ่ง" ประเสริฐ กล่าว
ถึงแม้ว่าจะมีผู้ออกมาคัดค้านการขึ้นทะเบียนพระปฐมเจดีย์เป็นมรดกโลกกันเป็นจำนวนมาก แต่วัดพระปฐมเจดีย์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลพระปฐมเจดีย์ กลับยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนว่าเห็นด้วยหรือไม่ โดย พระธรรมปริยัติเวที เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร กล่าวในระหว่างเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในเวทีรับความฟังความคิดเห็นว่า ... "ในวาระที่เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ได้ทำกิจกรรมหลายอย่าง เพื่อทำนุบำรุงองค์พระปฐมเจดีย์ ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงต้องการที่จะให้องค์พระปฐมเจดีย์ได้รับการสานต่อความเจริญ อย่างสมัยที่เป็นเจ้าอาวาส"
ทั้งนี้การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์พระปฐมเจดีย์ เคยมีการทำประชาพิจารณ์ไปแล้วครั้งหนึ่งในปี 2550 แน่นอนว่าผลตอบรับที่ออกมาก็คือเสียงคัดค้าน ด้วยเหตุนี้การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์พระปฐมเจดีย์ จึงเป็นเรื่องยากที่จะฝ่ากระแสต้านไปได้ พิจารณาได้จากท่าทีของพระธรรมปริยัติเวที เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร ที่ระมัดระวังต่อการแสดงความเห็นในเรื่องนี้
เมื่อประเมินจากบรรยากาศและท่าทีของการตอบรับในเรื่องนี้ที่เป็นไปในด้านที่ตรงกันข้ามกับกรมศิลปากร เสียงสะท้อนที่ออกมาจากพื้นที่เอง ผ่านองค์กรส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชนด้านเศรษฐกิจที่มีบทบาท กระทั่งผู้ที่ทำการค้าอยู่ในพื้นที่ ก็น่าจะให้บทสรุปได้ว่า เรื่องนี้จะมีผลลงเอยในลักษณะใด



