ไลฟ์สไตล์

ระบบสุขภาพไม่ใช่แค่ฟื้น30บาท

ระบบสุขภาพไม่ใช่แค่ฟื้น30บาท

26 ส.ค. 2554

ระบบสุขภาพไม่ใช่แค่ฟื้น 30 บาท งานที่'เพื่อไทย'ต้องเข้ามาเคลียร์(จบ) โดย...พวงชมพู ประเสริฐ

           หลังจากที่ "คม ชัด ลึก"  ได้นำเสนอผลการพิจารณาศึกษาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและปัญหาเร่งด่วนของสาธารณสุข ของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและปัญหาเร่งด่วนของสาธารณสุข ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภาไปแล้ว 2 เรื่อง จากทั้งหมด 5 เรื่อง คือ เรื่องความเสี่ยงของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและบริหารจัดการงบประมาณหลักประกันสุขภาพ และเรื่องปัญหาวิกฤติการเงินโรงพยาบาลภาครัฐสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.)

           ฉบับนี้เป็นการนำเสนอตอนจบ ใน 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง ปัญหาค่าใช้จ่ายในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นภาระกับงบประมาณของแผ่นดินอย่างมาก, นโยบายการขยายสิทธิประกันสังคมแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน และปัญหาผลกระทบของร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ...ต่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข 

           เริ่มจากเรื่อง ปัญหาค่าใช้จ่ายในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นภาระกับงบประมาณของแผ่นดินอย่างมาก ซึ่งพบว่ามีสาเหตุมาจากการปรับให้มีการเบิกจ่ายตรงสำหรับค่ารักษาผู้ป่วยนอก, ปัจจัยอายุ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยขึ้น และกรณีการปรับรายการยาราคาแพงจากระบบผู้ป่วยใน ที่ถูกควบคุมการชดเชยค่ารักษาด้วยอัตราเหมาจ่ายรายโรคมาใช้ในแผนกผู้ป่วยนอก ซึ่งเบิกจ่ายตามราคาเรียกเก็บ ทำให้งบประมาณในสิทธิสวัสดิการข้าราชการเพิ่มขึ้นมาก

           ในเรื่องนี้ อนุกรรมาธิการมีข้อสังเกตว่า กรมบัญชีกลางต้องทุ่มเทงบประมาณและบุคลากรเพื่อพัฒนาและควบคุมสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการให้เบิกจ่ายอย่างเหมาะสมโดยไม่ลิดรอนสิทธิประโยชน์ ,ต้องมีระบบตรวจสอบการจ่ายเงินค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการที่เป็นการจ่ายตามผลงานบริการที่ดี รวมทั้งควรจัดให้มีองค์กรกลาง จัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับระบบสุขภาพใช้ข้อมูลเดียว และต้องมีบทลงโทษสำหรับข้าราชการหรือโรงพยาบาลที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต
 นอกจากนี้ อนุกรรมาธิการยังได้พิจารณาเชื่อมโยงกับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วย โดยพบว่า ค่ารักษาพยาบาลสิทธิสวัสดิการข้าราชการ มีการจ่ายชดเชยค่าบริการให้สถานพยาบาลอย่างเพียงพอต่อต้นทุนบริการจริงของโรงพยาบาลมากกว่าการชดเชยจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ชดเชยน้อยกว่าต้นทุนบริการที่ควรจะเป็น เงินส่วนนี้จึงมีส่วนช่วยประคับประคองโรงพยาบาลมาตลอดตั้งแต่ปี 2545

           อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐมีมาตรการควบคุมเข้มข้นในส่วนของค่าใช้จ่ายงบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อการชดเชยข้ามกองทุน อนุกรรมาธิการเห็นว่า การควบคุมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เพื่อให้โรงพยาบาลภาครัฐที่มีผลกระทบจากการขาดแคลนค่าใช้จ่ายเพื่อจัดบริการที่มีคุณภาพ จำเป็นต้องเร่งพิจารณาการสนับสนุนงบประมาณและการจัดสรรงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้เพียงพอ โดยไม่ต้องอาศัยกองทุนอื่นมาชดเชย  

           ที่น่าสนใจ คือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ( ป.ป.ท.) ตรวจพบว่า ค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัวผู้มีสิทธิ รวมประมาณ 5 ล้านคนเศษ ในปี 2553 มีอัตราเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 8,000-9,000 ล้านต่อปี มีการทุจริตที่ได้ดำเนินการฟ้องร้องจำนวน 8 ราย มีบุคคลที่เกี่ยวข้อง 2 กลุ่ม คือผู้ใช้สิทธิ และบุคลากรของโรงพยาบาล ทั้งนี้ การเบิกค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการมีจำนวนมากผิดปกติ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเป็นปีที่ได้เริ่มมีการนำระบบเบิกจ่ายตรงมาใช้

           ในเรื่องของการสั่งยานอกบัญชียาหลัก จากศึกษาของกรมบัญชีกลาง จากโรงพยาบาล 31 แห่ง มีโรงพยาบาลสังกัด สธ. 16 แห่ง จาก 880 แห่ง มีสัดส่วนการใช้ยานอกบัญชียาหลักราคาแพงเพียง 2,105 ล้านบาท จากทั้งหมด 10,040 ล้านบาท โรงพยาบาลสังกัดอื่น 15 แห่ง ใช้ยานอกบัญชี 7,935 ล้านบาท ดังนั้น ป.ป.ท.ควรเข้าไปดำเนินการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

           สำหรับเรื่อง นโยบายการขยายสิทธิประกันสังคมแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน อนุกรรมาธิการเห็นว่า ทำให้ประชาชนมีโรงพยาบาลให้เลือกใช้บริการมากยิ่งขึ้น แต่มีโอกาสที่จะเกิดความซ้ำซ้อนและละเลยในงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค นอกจากนี้ สธ.ต้องเป็นผู้กำหนดนโยบายและแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆเกี่ยวกับการบริหารจัดการงบประมาณด้านสาธารณสุขของประชาชน และขณะนี้สำนักนายกรัฐมนตรีกำลังดำเนินการผลักดันให้มีการจัดตั้งองค์กรที่มีหน้าที่กำกับทิศทางการดำเนินงานของทั้ง 3 กองทุน คือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สวัสดิการข้าราชการและประกันสังคม ให้มีมาตรฐานในการให้บริการมาตรฐานเท่าเทียมกัน

           ส่วนเรื่อง ปัญหาผลกระทบของร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ ....ต่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข อนุกรรมาธิการสรุปว่า ให้พิจารณาขยายสิทธิในการได้รับการช่วยเหลือเยียวยาตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ให้ครอบคลุมประชาชนชาวไทยทั้งประเทศเป็นมาตรฐานเดียว อีกทั้งหน้าที่ของคณะกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบริการสาธารณสุขบางประการตามร่าง พ.ร.บ.นี้นั้น มีความซ้ำซ้อนกับบทบาทและหน้าที่ของ สธ.ที่มีอยู่เดิม เหนืออื่นใด เชื่อว่าหลังจากกฎหมายนี้มีบังคับใช้ คดีการฟ้องร้องแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่นจะเพิ่มขึ้น

           ผลการศึกษาของอนุกรรมาธิการทั้ง 5 เรื่อง อาจเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศในภาพรวมอย่างมาก แต่ทั้งหมดอยู่ที่ " วิทยา  บุรณศิริ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จากพรรคเพื่อไทย จะสนใจและนำมาใช้มากน้อยอย่างไร เพราะระบบสุขภาพที่ดี ไม่ใช่แค่ฟื้น 30 บาทเท่านั้น !