
ชุมนุมศิลป์สะท้อนกลิ่นสังคม
ชุมนุมศิลป์สะท้อนกลิ่นสังคม
ลงล็อกตามปณิธานของปูชนียบุคคลด้านศิลปะของชาติอย่าง ศ.ศิลป์ พีระศรี ผู้ริเริ่มการจัดแสดง "ศิลปกรรมแห่งชาติ" เมื่อกว่า 60 ปีก่อน ด้วยอยากเห็นศิลปินไทยมีโอกาสแข่งขันกันสร้างสรรค์ผลงานระดับสูงมีมาตรฐานทัดเทียมนานาอารยประเทศ วันนี้เดินทางมาถึงครั้งที่ 57 เช่นเคยแม่งานใหญ่ มหาวิทยาลัยศิลปากร และพันธมิตรผู้มีจิตรักงานศิลป์ ยังคงอ้าแขนรับศิลปินมากฝีมือ พร้อมหนีบศิลปินเลือดใหม่ให้เข้ามาคลุกวงในเวทีระดับเล็ก กับศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ครั้งที่ 28 ด้วย
โดยทั้งสองรายการศิลปินเล็ก-ใหญ่ต่างตบเท้าส่งผลงานเข้าร่วมพิสูจน์ฝีมือ ทั้ง จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ สื่อประสม และทัศนศิลป์อื่นๆ ร่วม 1,000 ชิ้น ทำให้คณะกรรมการระดับตัวพ่อ อาทิ ศ.ปรีชา เถาว์ทอง ศ.อิทธิพล ตั้งโฉลก รศ.พิษณุ ศุภนิมิตร ผศ.ญาณวิทย์ กุญแจทอง และ อ.ปัญญา วิจินธนสาร เป็นต้น ถึงขั้นกุมขมับ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องเคาะเลือกเพื่อมอบรางวัลแห่งความพยายาม ซึ่งลงตัวทุกรางวัล ยกเว้นก็แต่รางวัลศิลปกรรมแห่งชาติ ประกาศนียบัตรเกียรตินิยม อันดับ 1 เหรียญทองในทุกสาขาที่ยังไม่มีใครเหมาะสมคว้าไป
ที่น่าสนใจคือ ภาพรวมของผลงานในปีนี้ ส่วนใหญ่สะท้อนความเป็นไปในสังคมผ่านการสร้างสรรค์ที่ละเอียดอ่อน เช่นผลงานชื่อ "อันเดอร์ เพรสเชอร์" รางวัลเกียรตินิยมเหรียญเงิน "ศิลป์ พีระศรี" ประเภทศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ของ วาฬ จิรชัยสกุล นิสิตปี 3 คณะจิตรกรรมฯ ม.ศิลปากร ที่ใช้เทคนิคภาพพิมพ์โลหะให้ดูเก่า สื่อถึงแรงกดดันในสังคม โดยเจ้าของยอมรับว่าแรงบันดาลใจมาจากภายในตัวเองที่เกิดความกดดันในชีวิต ซึ่งแรกๆ อาจเกิดการต่อต้านแต่สุดท้ายก็ค่อยๆ ซึมซับและยอมรับในที่สุด
หรืออย่างผลงานสื่อประสม รางวัลเกียรตินิยมยอดเยี่ยมเหรียญทอง "ศิลป์ พีระศรี" ประเภทเดียวกันชื่อ "เงื่อนปมแห่งรัก L" ของ ธนวัฒน พรหมสุข หนุ่มปัตตานี ที่บอกว่าแรงบันดาลใจมาจากการห่างจากครอบครัว หรือบุคคลอันเป็นที่รัก นำเสนอถึงกาลเวลาที่ผันเปลี่ยนไป โดยนำชิ้นส่วนของผ้าถุงเส้นด้ายของพ่อแม่ พี่น้อง หรือคนที่มีความรู้สึกดีๆ มาผสมผสานบวกกับรูปแบบสันฐานที่เป็นบุคคล ใช้เทคนิคดิจิทัลพริ้นท์ บวกกับการเย็บปักถักร้อยของเส้นด้าย ดูเหมือนง่ายแต่สำคัญอยู่ที่กระบวนการคิดที่จะถ่ายภาพอย่างไร เย็บแบบไหนเพื่อให้สื่อความหมายได้ดีที่สุด
มาถึงไฮไลท์ของงานกับศิลปินชั้นเยี่ยม คนที่ 21 จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ อัฐพร นิมมาลัยแก้ว ก่อนหน้านี้เคยคว้ามาแล้ว 2 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงินจากเวทีเดียวกัน คราวนี้เขาคว้าเพิ่มอีก 1 เหรียญเงิน จากผลงานจิตรกรรมชื่อ "มโนภาพแห่งทุกขสัจจะ หมายเลข 2" ใช้เทคนิคการวาด ผสมหลอดไฟ พลาสติกและผ้าบาง รูปแบบสามมิติที่ลอยอยู่ในกล่องพลาสติก
หากตั้งใจสังเกตจะเห็นรูปของหญิงสาวนอนหนุนตักหญิงชรา ศิลปินใช้เส้นสายในการสื่อสาร มีเส้นดิบที่ใช้ด้ายเย็บติดห้อยตรงตำแหน่งหญิงชราที่ให้ความรู้สึกของชีวิตที่กำลังร่วงโรย ส่วนรูปทรงของหญิงสาวใช้เส้นเอ็นใสขดม้วนไปมาสื่อถึงชีวิตที่วุ่นวาย เหนื่อยล้า ขณะที่ช่องว่างสะท้อนถึงชีวิตที่ไม่แน่นอน เป็นความรักความอาทรที่ห่วงหาซึ่งกันและกัน และทั้งหมดได้แรงบันดาลใจมาจากคนใกล้ตัวของเขาอย่างคุณแม่และน้องสาวนั่นเอง
"เป็นบริบทของสังคม ผมตั้งใจเอาภาพชีวิตจริงมาสื่อสารกับคนดูซึ่งคิดว่าน่าจะเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งผมไม่ได้มองไกล เราเห็นทุกวัน แล้วหากรรมวิธีมาสื่อสาร ก็คาดหวังให้คนหันกลับไปพิจารณา หรือดูแลคนที่คุณรัก ท่ามกลางสังคมแบบนี้เราควรจะใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อยกระดับจิตใจของคนเสพงานศิลป์ แล้วเทคนิคการสร้างสรรค์แบบนี้ก็เป็นอัตลักษณ์ของผม ที่พยายามเอาผลงานจิตรกรรมมาพูดในเทคนิคใหม่ๆ ผลงานที่ผ่านมาจะเห็นว่าผมพยายามใช้เทคนิคไม่ซ้ำ แต่มีจุดยืนชัดเจนในเรื่องของมิติ ถือเป็นการพัฒนางานที่ท้าทาย" ศิลปินชั้นเยี่ยมคนล่าสุด เผย
และเพื่อเป็นกำลังใจสำหรับศิลปินรุ่นใหม่ เจ้าตัวฝากว่าต้องกล้าที่จะเริ่มต้น และรู้จักต่อยอดผลงาน เหมือนตัวเองที่ตอนนี้เป็นศิลปินและเป็นอาจารย์สอนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งใช้โอกาสนี้ถ่ายทอดงานศิลป์ให้รุ่นน้องและสร้างสรรค์ผลงานที่รักออกสู่สาธารณชน
นั่นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ทุกคนยังสามารถร่วมชื่มชมผลงานศิลปะหลากแนวคิด ผลงานของศิลปินรับเชิญ รวมถึงภาพผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมาจัดแสดงในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติกว่า 125 ชิ้นได้ ระหว่างวันที่ 8-28 กันยายนนี้
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถ.เจ้าฟ้า กรุงเทพฯ ส่วนผลงานศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ จำนวน 157 ชิ้น จะจัดแสดงระหว่างวันที่ 1 กันยายน ถึง 20 พฤศจิกายนนี้ ที่ หอศิลป์สนามจันทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จ.นครปฐม หลังจากนั้นจะนำไปจัดแสดงตามภูมิภาคต่อไป



