
บทนำ ฉ.4 ธค-----
11 ธ.ค. 2551
บทนำ ฉ.4 ธค-----
+
ประชาชนต้องร่วมกันฝ่าทางตัน
+
การเมืองไทยซึ่งเต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ได้กลับมาสู่ภาวะตีบตันอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งจะตัดสินให้ยุบ 3 พรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งให้ตัดสิทธิการเมืองของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี ขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ประกาศยุติการชุมนุมที่ยืดเยื้อมานานถึง 192 วัน จุดชนวนความหวังว่าสังคมจะกลับคืนสู่ภาวะปกติดังเดิม แต่ความตึงเครียดครั้งใหม่ก็ย้อนกลับมาอีก เมื่อนักการเมืองกลุ่มเก่าในอดีต 3 พรรคร่วมรัฐบาล ผู้ซึ่งปราศจากจิตสำนึกชั่วดี อีกทั้งไม่เคารพในกระบวนการยุติธรรม ได้ลุกขึ้นท้าทายสังคมด้วยการประกาศจะจับขั้วกลับมาตั้งรัฐบาลใหม่
การดื้อดึงเอาแต่ได้ของนักการเมืองไร้จิตสำนึกเหล่านี้ โดยอาศัยกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือที่จะกลับมามีอำนาจอีกครั้ง เท่ากับดูถูกดูแคลนพลังอันเข้มแข็งของภาคส่วนสังคม ซึ่งแม้จะเป็นพลังเงียบ แต่พร้อมจะทำทุกอย่างประโยชน์สุขของประเทศชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะไร้สุญญากาศเช่นนี้ พลังเงียบหลายส่วนจึงยอมออกมาช่วยฝ่าทางตันให้แก่ประเทศชาติ และเพื่อสกัดกั้นไม่ให้นักการเมืองไร้ยางอายกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง นอกเหนือจากช่วยลดปัญหาขัดแย้งและช่วยฟื้นความเชื่อมั่นทางการเมืองในสายตาของชาวต่างชาติ
เราเห็นด้วยกับคำแนะนำของ นพ.ประเวศ วะสี ที่ย้ำว่า การคิดในกรอบหรือการคิดแบบเดิมๆ ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ หรือรังแต่จะยิ่งกระตุ้นให้มีความรุนแรงมากขึ้น ทางหนึ่งที่จะช่วยฝ่าทางตันได้ก็คือ ต้องสร้างวิธีคิดใหม่ ด้วยการให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของนักธุรกิจหลายกลุ่มที่จี้ให้สลายขั้วการเมืองเก่าเนื่องจากหมดความชอบธรรมแล้ว และเพื่อให้พรรคการเมืองอื่นมีโอกาสเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลแทน หรือไม่เช่นนั้นก็ให้ทุกพรรคการเมืองยอมเว้นวรรคการเมือง แล้วให้มีการคัดสรรคนกลาง หรือให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง รวมทั้งให้ประเทศมีเวลาในการสร้างระบอบประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ขึ้นมา ตลอดจนมีเวลาพัฒนาและยกระดับมาตรฐานของพรรคการเมืองให้ทัดเทียมอารยประเทศ
ข้อเสนอแนะเหล่านี้ล้วนแต่เป็นประโยชน์ยิ่ง นอกจากสามารถสอนบทเรียนนักการเมืองดื้อด้านแล้ว ยังสามารถทลายกรอบคิดเก่าๆ ที่คิดเพียงแค่ว่า ทหารต้องออกมาปฏิวัติเท่านั้นจึงจะยุติปัญหาได้ ทั้งๆ ที่มีบทเรียนหลายครั้งแล้วว่า การปฏิวัติหาใช่ทางออกไม่ หรือรังแต่จะซ้ำเติมปัญหาให้หนักหน่วงมากขึ้น กรอบแนวคิดใหม่ที่ให้ภาคส่วนประชาชนที่เข้มแข็งเข้ามาช่วยสะสางปัญหาเรื้อรังทางการเมืองโดยสันติวิธี จึงน่าจะได้รับการสนับสนุนให้มีผลในทางในปฏิบัติ



