ไลฟ์สไตล์

เด็กอ้วนพร้อมสู้เลิกน้ำอัดลม

เด็กอ้วนพร้อมสู้เลิกน้ำอัดลม

23 ส.ค. 2554

สพป.อ่อนหวาน รณรงค์ ร.ร.ปลอดน้ำอัดลม-เด็กอ้วนลดลง

"บอกซิเออ เธอจะเอาเท่าไหร่ เอาเท่าไหร่ ไม่อ้วนเอาเท่าไหร่"

            เสียงเพลงบาดใจ "คนอ้วน" ทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งมีแนวโน้มว่า "โรคอ้วน" หรือบุคคลที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน นับวันเพิ่มเป็นทวีคูณ จนกลายเป็นปัญหาโภชนาการ แต่ที่น่าเป็นห่วงตรงที่โรคอ้วนได้เกิดขึ้นกับเด็กในหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทย สร้างความหนักใจให้แก่องค์การอนามัยโลก ที่เคยคาดประมาณในปี 2546 ว่า ทั่วโลกมีผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินสูงถึง 1,000 ล้านคน ในจำนวนนี้ 300 ล้านคนเข้าข่าย "โรคอ้วน"

            ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทย กรมอนามัย พบว่า ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เด็กไทยมีภาวะน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทั้งนี้ คาดประมาณว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กราว 1.3 ล้านคน มีภาวะน้ำหนักเกิน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เคยรายงานว่า ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นกับเด็กอ้วนมักมี 5 อย่าง คือ ปัญหาหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาระบบหายใจ ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก ปัญหานิ่วในถุงน้ำดี ปัญหาการเกิดภาวะดื้ออินสุลิน ซึ่งนำมาสู่การเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 นอกจากนี้ยังรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า การระบาดของโรคอ้วนเกิดหลังจากการได้รับความนิยมของน้ำอัดลมและอาหารที่มีไขมันสูง

            ด้วยความตระหนักถึงภัย "โรคอ้วน" ที่มาพร้อมกระแสบริโภคนิยม ในรูปแบบของน้ำอัดลม อาหารที่มีรสหวานจัด อาหารที่มีไขมันสูง กรมอนามัยร่วมมือกับเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เดินหน้าทำงานเชิงรุกผุดโครงการ สพป.อ่อนหวาน เพื่อป้องปรามเด็กให้ไกลจากโรคอ้วน

            ผู้อำนวยการศูนย์ลดความอ้วนเด็ก เมืองนิวยอร์กซิตี้ กล่าวว่า นี่เป็นขั้นแรกของการสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพสำหรับเด็ก แม้น้ำอัดลมจะยังคงมีจำหน่ายอยู่ทั่วไป แต่การกำจัดออกจากโรงเรียนก็เป็นเรื่องจำเป็นและมีความหมาย โรงเรียนจำเป็นต้องมีมาตรการบังคับ เพื่อเอาสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพออกไปจากโรงเรียน น้ำอัดลมเป็นเพียงประเด็นเริ่มต้น

            ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเรื่องการป้องกันโรคในเด็กจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล กล่าว “นี่เป็นการเริ่มต้นที่สำคัญ และแม้แต่คนที่ไม่เคยคิดว่าการปรับปรุงรายการอาหารในโรงเรียนจะช่วยแก้ปัญหาโรคอ้วนได้ ก็ยังเห็นด้วยกับเรื่องนี้ และยังกล่าวเสริมว่า ”น้ำอัดลมคือลูกกวาดในรูปของเหลวนี่เอง มันไม่มีคุณค่าทางอาหารใดๆ นอกจากให้พลังงานและน้ำตาลส่วนเกิน” คู่มือคำแนะนำระบุว่า โรงเรียนจะจำหน่ายเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มพลังงานต่ำ โดยกำหนดว่าเครื่องดื่มต้องมีพลังงานไม่เกิน 100 แคลอรีต่อบรรจุภัณฑ์ ยกเว้นนมและน้ำผลไม้ที่อาจมีพลังงานสูงกว่านี้

            นักวิจัยจาก University of California,Berkeley กล่าวถึงการวิจัยที่ทำในโรงเรียน 9 แห่งในมลรัฐว่า การจำหน่ายน้ำอัดลมในโรงเรียนช่วยให้อาหารสุขภาพลดลง และการศึกษาพบว่า เมื่อนักเรียนลดการบริโภคอาหารไขมันสูง ขนมและเครื่องดื่มมีน้ำตาลสูง เด็กๆ จะหันกลับมาบริโภคอาหารสุขภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เป็นผลดีต่อสุขภาพ รวมทั้งเป็นผลดีต่อหน่วยงานที่จัดอาหารให้แก่โรงเรียน

            คนทั่วไปเข้าใจว่า โรงเรียนมีรายได้เพิ่มจากการขายอาหารขยะแต่มีหลายโรงเรียนพบว่า แม้จะเปลี่ยนมาเป็นขายอาหารสุขภาพ แต่รายได้ไม่ได้ลดลง เช่น 14 โรงเรียนในรอบๆ รัฐแคลิฟอร์เนีย เคนทักกี เมน แมสซาชูเซตส์ มินเนโซตา มอนตานา มิสซิสซิปปี และเพนซิลวาเนีย มีการวัดรายได้ก่อนและหลังโครงการ พบว่ารายได้ไม่เปลี่ยนแปลง

            "โครงการ สพป. อ่อนหวาน 2554" สนับสนุนให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทั่วประเทศ สำรวจโรงเรียนในความรับผิดชอบ หากมีโรงเรียนปลอดน้ำอัดลมได้ไม่น้อยกว่า 90% และโรงเรียนอนุบาลในเขตพื้นที่ปลอดน้ำอัดลมแล้ว ให้ส่งรายชื่อมารับรางวัล พร้อมโล่และใบประกาศ

            ปัจจุบันเด็กไทยบริโภคน้ำตาลสูงกว่าปริมาณที่แนะนำมาก ทั้งนี้ แหล่งอาหารอันเป็นที่มาสำคัญของการได้รับน้ำตาลล้นเกินของเด็กไทย ได้แก่ น้ำอัดลม นมเปรี้ยว และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ผลการศึกษาโดยเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานในเด็กวัยประถมศึกษาจาก 25 จังหวัด พ.ศ.2550 พบว่า เด็กแต่ละคนดื่มน้ำอัดลมเฉลี่ย 200 มิลลิลิตรต่อคนต่อวัน ผลการสำรวจโดยเอแบคโพลล์ในปี 2548 พบว่า เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร้อยละ 48.3 ดื่มน้ำอัดลมอย่างน้อย 1 แก้วในรอบ 1 สัปดาห์ เฉลี่ย 0.8 แก้วต่อคนต่อวัน ผลการสำรวจโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ในปี 2548 พบว่า โรงเรียนประถมศึกษาร้อยละ 32.7 ในกลุ่มที่ศึกษายังมีการจำหน่ายน้ำอัดลม

            ต่อมาในช่วงปี 2549-2550 เครือข่ายเด็กไม่กินหวานได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสถานการณ์การขายน้ำอัดลมในโรงเรียน การบริโภคของเด็ก ความคิดเห็นของครูและผู้ปกครองเกี่ยวกับการเลิกขายน้ำอัดลมในโรงเรียน พบข้อมูลว่า โรงเรียนระดับมัธยมศึกษามีการจำหน่ายน้ำอัดลมมากกว่าโรงเรียนระดับประถมศึกษา ส่วนโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัด สพฐ.มีการยกเลิกการจำหน่ายน้ำอัดลมในโรงเรียนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยปี 2550 มีโรงเรียนประถมศึกษาที่ยังคงขายน้ำอัดลมอยู่ร้อยละ 6

            ที่มาของโครงการนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีมติเห็นชอบให้แจ้งแนวทางการปฏิบัติไปยังสถานศึกษาในสังกัด โดยห้ามจำหน่ายน้ำอัดลมในสถานศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 ถือได้ว่าเป็นการประกาศนโยบายระดับชาติเพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนไทยจากปัญหาเด็กอ้วน และเป็นการกระตุ้นและสนับสนุนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ขยายการดำเนินงานตามนโยบายโรงเรียนปลอดน้ำอัดลมอย่างเต็มพื้นที่และต่อเนื่อง

            ข้อมูลจากเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ระบุว่า อัตราการบริโภคน้ำตาลในประชากรไทย เพิ่มทวีขึ้นอย่างรวดเร็วในช่องสองทศวรรษที่ผ่านมา ข้อมูลการบริโภคน้ำตาลของคนไทยพบว่า เพิ่มจาก 12.7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในปี 2526 เป็น 29.3 กิโลกรัม ในปี 2548 หรือเพิ่มขึ้น 2.3 เท่า ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกันกับการบริโภคน้ำตาลในรูปของเครื่องดื่มและขนมประเภทต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นและสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคน้ำตาลล้นเกิน เช่น อัตราชุกของเด็กที่มีปัญหาโภชนาการเกินที่เพิ่มขึ้น และอัตราชุกของโรคฟันผุในเด็กที่เพิ่มขึ้น น้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่สูงมากถึง 8-12 ช้อนชา จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กอ้วน

            การศึกษาในประเทศอังกฤษ พบว่า เด็กที่ลดการดื่มน้ำอัดลมลงจากวันละ 2 แก้ว เหลือ 1 แก้ว จะลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ลดการดื่ม ภายใน 12 เดือน น้ำอัดลมบางชนิดยังมีกรดฟอสฟอริก ทำให้มีค่าพีเอสต่ำถึงประมาณ 2.9 ส่งผลทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง อาจมีผลทำให้กระดูกหักง่าย และอาจเป็นสาเหตุให้ท้องอืดได้ นักวิจัยจากสถาบันเบอร์มิงแฮมในอังกฤษได้ศึกษาวิจัยสารเคลือบฟันของเด็กวัยรุ่นอายุ 14 ปี ที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ พบว่า มีจำนวนถึง 92% ที่เกิดการกร่อน (Erosion) เป็นเหตุให้ฟันบางลง หรือขอบฟันแตกได้ง่าย ทั้งนี้มีสาเหตุหนึ่งมาจากการดื่มน้ำอัดลม การดื่มน้ำอัดลมวันละครั้งก็อาจทำให้เด็กอายุ 12 ปี มีโอกาสฟันกร่อนได้ถึง 59% การดื่มน้ำอัดลมอาจทำให้เด็กดื่มนมน้อยลง อาจเป็นเหตุให้ขาดแคลเซียม ในน้ำอัดลมที่มีโคลา จะมี Caffeine อาจเพิ่มความดันโลหิต High fructose corn syrup ในน้ำอัดลม อาจทำให้มีผลเสียต่อระบบ metabolic และส่งผลให้อ้วนมากขึ้น

            ผลการดำเนินงาน ในปี 2553 มีเขตพื้นที่การศึกษาที่เข้าข่าย สพท.อ่อนหวาน (มีโรงเรียนประถมศึกษาปลอดน้ำอัดลม 100%) รวมทั้งหมด 10 แห่ง ใน 10 จังหวัด อาทิ สพท.กทม.3, สพท.พะเยาเขต 1, สพท.ลำพูนเขต 2, สพท.อุตรดิดถ์เขต 2, สพท.นครสวรรค์เขต 3, สพท.หนองบัวลำภูเขต 1, สพท.นครศรีธรรมราชเขต 3, สพท.พัทลุงเขต 1, สพท.สงขลาเขต 2, สพท.ภูเก็ต

            โดยใน ปี 2553 "มีโรงเรียนปลอดน้ำอัดลมทั้งหมด 4,981 แห่ง จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ส่งมาทั้งหมด 32 สพท. ซึ่งวิธีการที่ทำให้โรงเรียนปลอดน้ำอัดลมมีด้วยกันหลายวิธี อาทิ ให้โรงเรียนจัดประชุม หรือรณรงค์ ให้ความรู้แก่ครู ผู้ปกครอง แม่ค้าในโรงเรียน ให้เกิดความตระหนักและรู้โทษของการดื่มน้ำอัดลม, ประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนได้เกิดความรู้ในเรื่องโทษของน้ำอัดลมทางสถานีวิทยุท้องถิ่น, ขอความร่วมมือให้โรงเรียนเลิกขายน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบและอาหารเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก ฯลฯ

            สำหรับการประกวดในปี 2554 จะมีการมอบรางวัล สพป.อ่อนหวาน ในเดือนธันวาคม 2554  ทั้งนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ที่ยังไม่เคยได้รับรางวัล และสนใจเข้าร่วมประกวด มีโรงเรียนในเขตพื้นที่เข้าเกณฑ์ที่กำหนด สามารถส่งใบสมัครได้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2554