
4เส้นทางส่งออกผลไม้ไทยสู่แดนมังกร
4 เส้นทางส่งออกผลไม้ไทยสู่แดนมังกร โดย... ดลมนัส กาเจ
ปัจจุบันการส่งออกผลไม้ไทยไปยังต่างประเทศนั้น ต้องยอมรับว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด หากดูข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่ได้ร่วมมือกับกรมศุลกากร ระบุว่า ครึ่งปีแรกของปีนี้ (2554) มีการส่งออกทุเรียนสดไปยังต่างประเทศมีปริมาณ 161,234,736 กก.(1 ตันเท่ากับ 1,000 กก.) มีมูลค่า 2,743,919,547 บาท มังคุดมีปริมาณ 85,525,692 กก. มูลค่า 1,623,814,548.0 บาท ลำไยสดปริมาณ 127,324,638 กก. มูลค่า 2,111,257,974 บาท, มะม่วงปริมาณ 35,730,620 กก. มูลค่า 582,869,100 บาท และเงาะปริมาณ 10,988,533 กก. มูลค่า 127,977,750 บาท โดยทุเรียน มังคุด และลำไย ส่งไปยังประเทศจีนกว่าครึ่งหนึ่ง
ที่สำคัญตลาดจีนมีแนวโน้มที่จะขยายการส่งออกไปยังจีนได้อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และอีกหลายรายการที่ทางจีนต้องการจำนวนมาก แต่ปัญหาในระบบการส่งที่ยังล่าช้า อย่างที่ผ่านมาต้องผ่านหลายขั้นตอน อาทิ ทางเรือจากแหลมฉบังผ่านเวียดนาม ฮ่องกง กว่าจะถึงมณฑลกวางโจ หรือเซี่ยงโฮ้ของจีน ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลไม้ไทยหลายอย่างที่ไม่สามารถเก็บได้เกินกว่า 7 วัน กระนั้นก็ตาม ปัจจุบันได้มีทางเลือกเพิ่มแล้วคือทางบกนั่นเอง รวม 4 เส้นทาง
นายสมพงศ์ นิ่มเชื้อ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำสถานทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง กล่าวระหว่างร่วมงาน "ไทยแลนด์ แฟนตาสติก ฟรุต 2554" ที่กรุงปักปิ่ง ประเทศจีน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมาว่า จากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทูตเกษตรประจำปักกิ่ง ดูแลรับผิดดูพื้นที่การค้าผลไม้ไทย-จีนในส่วนของภาคเหนือของจีน รวมถึงกรุงปักกิ่งด้วย ตลอดระเวลา 4 ปีที่ผ่านมานั้น พบว่าความต้องการผลไม้ไทยในจีนขยายตัวสูงขึ้นปีละ 20-30% โดยเฉพาะปีนี้จะเพิ่มขึ้นมากที่สุด เนื่องปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจของจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวจีนมีกำลังซื้อมากขึ้น แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าวัตถุดิบหรือผลไม้จากไทยที่จะส่งไปจีนไม่เพียงพอ ผลไม้บางอย่างไม่สามารถจะส่งไปได้ เพราะข้อจำกัดในเรื่องของการขนส่ง
"ที่ผ่านมาการส่งผลไม้จากไทยไปยังจีนต้องผ่านที่กวางโจว แต่ตอนนี้มีทางเลือกแล้วมี 4 เส้นทางคือ ทางเรือผ่านกวางโจวและเซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์กลางกระจายผลไม้ไทยไปฝากฝั่งทะเลจีน และทางบกอีก 2 เส้นทาง คือ ถนนหมายเลข 9 หรืออาร์ 9 จากมุกดาหาร ผ่านดานัง เข้าพักที่ฮานอย แล้วสู่ปักกิ่ง เป็นศูนย์กลางการกระจายผลไม้ไทยไปยังภาคเหนือของจีน อีกเส้นทางใหม่คือ ถนนสาย อาร์3 เอ (R 3A) จากเชียงของ จ.เชียงราย ผ่าน ส.ป.ป.ลาว สู่ทางใต้ของจีนผ่านเมืองสิบสองปันนา คุนหมิง ไปพักที่มณฑลเซฉวน กระจายผลไม้ไทยสู่ภาคใต้ และชายแดนทิเบต หรือจะเข้ามาสู่ปักกิ่งก็ได้ ตอนนี้ผลไม้ไทยจีนรับไม่อั้นครับ" นายสมพงศ์ กล่าว
สอดกับการยืนยันของ นายหยวง ฮ่งคาย รองประธานกรรมการตลาดซินฟาดี้ ซึ่งเป็นตลาดที่นำเข้าผลไม้จากทั่วโลกของเทศบาลนครปักกิ่ง กล่าวว่า ตลาดซินฟาดี้ เป็นศูนย์กลางในการนำเข้าผลไม้จากทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนืองของจีน รวมถึงปักกิ่งด้วย มีการนำเข้าผลไม้มีมูลค่าคิดเงินไทยกว่าปีละ 1.2 หมื่นบาท มีผลไม้ที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด อย่างช่วงฤดูกาลผลไม้ออกสู่ตลาดจะนำเข้าวันละ 40 ล้านตัน โดยมีบริษัทเครือข่ายของจีนในประไทยเป็นผู้จัดส่งผ่านถนนหลายเลขหมาย 9 หรือ อาร์ 9 จากมุกดาหารผ่านเวียดนาม เข้าสู่จีนและปักกิ่ง โดยใช้เวลา 36 ชั่วโมง
"เรานำเข้าผลไม้จากไทยกว่า 10 ปีแล้ว ผลไม้ไทยที่เรานำเข้ามีหลายรายการที่มากที่สุดเป็นทุเรียน มังคุด ลำไย ที่คนจีนชอบมาก นอกจากนี้ยังมีส้มโอ ขนุน กล้วยไข่ และเงาะมีบ้างแต่น้อย เพราะปัญหาในเรื่องการเดินทางที่ไม่สามารถจะเก็บได้นาน" นายหยวง ฮ่งคาย กล่าว
ด้าน นายอนันต์ ลิลา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวภายหลังไปตลาดผลไม้ในตลาดซินฟาดี้ ว่า จากการพูดคุยกับนายหยวง ฮ่งคาย จึงมีความมั่นใจว่า ในปีนี้และอนาคตนั้น ตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง จะเป็นตลาดส่งออกผมไทยที่สำคัญ และจะเป็นตลาดส่งออกผลไม้ไทยที่ใหญ่ที่สุดในอนาคต ซึ่งตอนนี้ทุเรียน มังคุด ทางจีนรับไม่อั้น ต่อไปหาแนวทางเพื่อผลักดันผลไม้ชนิดอื่นต่อไป อาทิ เงาะ ลองกอง และขนุน เป็นต้น
การส่งผลไม้ไปยังจีนนั้น เดิมส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้มาจากภาคตะวันออก อาทิ ทุเรียน และมังคุด แต่มีจำนวนจำกัด ปัจจุบันมีบริษัทของชาวเวียดนาม "พี-โทน เมมเบอร์ คอมพานี่ ลิมิเต้ด" (P-Tone Member Company Limited) ที่ชาวสวนรู้จักเจ้าในนาม ยายเฟือง (นางเฟือง ตวน) หรือ งูเยน ตี พวง (Nguyen Thi Phuong) ถือเป็นยักษ์ใหญ่ที่รับซื้อผลไม้จากเครือข่ายในภาคตะวันออกส่งไปยังประเทศจีนและเวียดนาม ทางเรือ จากแหลมฉบังผ่านฮานอยของเวียดนาม สู่เมืองกวางโจวของจีน และยายเฟื่องคนนี้ ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ราคาผลไม้ในภาคตะวันออกกระเตื้องขึ้นมาในปีนี้ และเครือข่ายได้ขยายในพื้นที่ซื้อผลไม้ภาคใต้ส่งจีนด้วย
จะเห็นได้จากที่ นายสังวรณ์ ยี่รัญศิริ เกษตรและสหกรณ์ จ.ยะลา กล่าวว่า สถานการณ์ผลไม้ของ จ.ยะลา และใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 2554 นี้ มีน้อยลง เพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง มีฝนตกมากขึ้นทำให้ผลไม้มีอายุการฟักตัวของผลไม้น้อยลง โดยเฉพาะลองกอง มังคุด ติดผลเพียง 20% แต่ทุเรียน และเงาะ ลดลง 20% จึงทำให้ราคาดี และที่สำคัญ ปีนี้ทาง จ.ยะลา เน้นการส่งเสริมปรับปรุง คุณภาพของผลผลิตเพื่อส่งออกด้วย อาทิ ทุเรียน มังคุดไปยังจีน เป็นต้น
ส่วน นายทศพล สุวะจันทร์ ประธานชมรมผู้ปลูกไม้ผลกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ปัจจุบันทุเรียนจากสวนขายส่งในราคา กก.ละ 30-40 บาท ขายปลีก กก.ละ 50-60 บาท แต่หลังจากนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เจรจาการค้าขายตรงกับผู้นำเข้าผลไม้รายใหญ่ของประเทศเวียดนาม ทำให้ขายทุเรียนได้ กก.ละ 100-120 บาท นับเรื่องที่ดีสำหรับเกษตรกร
ก็นับเป็นมิติใหม่ที่ดีสำหรับเกษตรกรชาวสวนผลไม้ของไทย ที่จะได้ตลาดรองรับมากขึ้นในอนาคต



