ไลฟ์สไตล์

22ส.คลุ้นศาลตัดสินสรรหากสทช.

22ส.คลุ้นศาลตัดสินสรรหากสทช.

21 ส.ค. 2554

22ส.ค.สิบโมงเช้า ลุ้นศาลปกครองกลางตัดสินคำร้องสรรหา กสทช.ไม่ชอบ “โฆษกศาล” ระบุผลตัดสินน่าจะกระทบแค่ส่วนผู้ฟ้อง เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่เกี่ยวสรรหาส่วนอื่น เครือข่ายสื่อหนุนวุฒิฯเลือกกสทช.ต่อ กมธ.สอบประวัติ"กสทช."เมินผลสอบดีเอสไอ

          21ส.ค.2554 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 22 ส.ค.  เวลา 10.00 น. นายอนุวัฒน์ ธาราแสวง ตุลาการหัวหน้าคณะศาลศาลปกครองกลาง พร้อมองค์คณะ นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1173/2554 คดีที่ นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร หนึ่งในผู้สมัครสรรหาเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) ด้านเศรษฐศาสตร์ ที่ได้รับคะแนนเป็นอันดับ 5 ในการสรรหาฯ ยื่นฟ้อง นายจตุรงค์ ปัญญาดิลก ประธานคณะกรรมการสรรหาฯ , กรรมการสรรหาฯ ทั้งคณะ และ เลขาธิการวุฒิสภา เป็นผู้ถูกฟ้อง กรณีดำเนินการสรรหา กสทช. โดยไม่โปร่งใส  เนื่องจากไม่เสนอชื่อนายสุรนันท์  ผู้ฟ้องให้เป็นผู้ได้รับการพิจารณาคัดเลือก 1 ใน 4 หลังจากที่พบว่าการสรรหาในวันที่ 25 เม.ย.54 นายอรรถชัย บุรกรรมโกวิท ที่ได้รับคะแนนเลือกเป็นอันดับ 3 เป็นกรรมการของบริษัท อสมท.จำกัด ( มหาชน) ซึ่งถือว่าขาดคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ทั้งที่นายสุรนันท์ มีคะแนนอันดับถัดมาเป็นที่ 5 แต่กลับลงมติใหม่เลือก นายยุทธ์ ชัยประวิตร ซึ่งแต่เดิมเป็นผู้ได้รับคะแนนอันดับ 7 แทน นายอรรถชัย ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายแล้วการคัดเลือกใหม่จะทำได้ก็ต่อเมื่อผู้สมัครมีคะแนนเท่ากันเท่านั้น

           โดยนายไพโรจน์ มินเด็น ตุลาการหัวคณะศาลปกครองกลาง ในฐานะโฆษกศาลปกครอง กล่าวว่า ไม่ว่าผลคำพิพากษาขององค์คณะจะเป็นอย่างไร หากคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจผลการตัดสิน ก็สามารถยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสุงสุดได้ตามกฎหมาย

           เมื่อถามว่า หากพรุ่งนี้องค์คณะ ฯ มีคำพิพากษาทำนองเดียวกับความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดี ที่เห็นควรให้เลื่อนชื่อนายสุรนันท์ ผู้ฟ้อง ได้รับเลือกเป็น  1ใน 4 กสทช. สายเศรษฐศาสตร์ แล้วมีผลบังคับคดีโดยทันทีหรือไม่ แล้วจะมีให้การสรรหา กสทช. ต้องหยุดกระบวนการเสนอชื่อผู้สมควรได้รับเลือกต่อประธานวุฒิสภาไว้ก่อนหรือไม่

           นายไพโรจน์ โฆษกศาลปกครอง กล่าวว่าองค์คณะ ฯ จะมีผลคำพิพากษาอย่างไร ต้องรอฟังรายละเอียดในวันพรุ่งนี้ ขณะที่การจะมีคำพิพากษาใด ๆ โดยปกติศาลก็จะต้องพิจารณาจากคำขอของผู้ฟ้องเป็นหลักว่าขออะไรบ้าง และศาลมีอำนาจเพียงใด ซึ่งคดีนี้นายสุรนันท์ ผู้ฟ้องขอให้มีการเสนอชื่อตนเองเป็นผู้สมควรได้รับเลือกแทนผู้ขาดคถุณสมบัติและให้เสนอชื่อต่อประธานวุฒิสภา โดยคำขอจะมีลักษณะแคบเป็นการขอเฉพาะส่วนตน ซึ่งนายสุรนันท์ คงไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบในวงกว้างการสรรหา ดังนั้นหากศาลจะมีคำพิพากษาให้ตามคำขอของนายสุรนันท์ ผู้ฟ้อง ก็คงไม่กระทบการสรรหาทั้งหมด แต่ทั้งนี้ต้องรอดูผลคำพิพากษาจริงๆ ขององค์คณะ ฯ ว่าจะมีรายละเอียดอย่างไร ซึ่งเชื่อว่าองค์คณะ ฯ จะมีคำพิพากษาที่ครอบคลุม รอบคอบ ชัดเจน

 

เครือข่ายสื่อหนุนวุฒิฯเลือกกสทช.ต่อ


           สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย , สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย , สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย , สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ , สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค , คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน , สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย , สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ร่วมองค์กรภาคีเครือข่ายติดตามเฝ้าระวังการล้มกระบวนการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช. 
 
          
           โดยแถลงการณ์ดังกล่าวมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่มีกระแสข่าวการเคลื่อนไหวโดยบุคคลและหน่วยงานต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช. ออกมาอย่างต่อเนื่องนับจากหลังการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จนอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ในสาระสำคัญของเรื่องนี้ นั้น ภาคีเครือข่ายติดตามเฝ้าระวังการล้มกระบวนการสรรหา กสทช. ซึ่งประกอบด้วยองค์กรสื่อ และองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งมีรายนามท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทุกคนซึ่งต้องถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียต่อความสำเร็จในการจัดตั้งคณะกรรมการ กสทช. กล่าวคือ

 
           กสทช. เป็นคณะกรรมการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติให้มีขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่น และออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประชาชนทุกคนมีสิทธิได้ใช้ประโยชน์ในทรัพยากรนี้อย่างเท่าเทียมกัน ได้แก่ การออกใบอนุญาตให้แก่สถานีวิทยุคลื่นหลัก สถานีวิทยุชุมชน สถานีวิทยุธุรกิจทุกกลุ่ม  การออกใบอนุญาตให้แก่สถานีโทรทัศน์ช่องหลักที่รับชมกันอยู่ในปัจจุบัน เคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียม รวมไปถึงการออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G/4G ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและเฝ้าติดตามกันมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินที่สำคัญของชาติดังกล่าวที่ กสทช.ต้องจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดสรรและกำกับดูแลให้การใช้ประโยชน์เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว จะมีมูลค่าสูงนับเป็นหลายแสนล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าของใบอนุญาตในระบบการให้สัมปทานที่มีมาในอดีต

 
           จากการสังเกตและเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวในทุกภาคส่วน องค์กรภาคีเครือข่าย พบว่า มีความพยายามที่จะทำให้กระบวนการสรรหากสทช. สะดุดหยุดลงด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งที่ชอบด้วยกฎหมาย  และไม่ชอบด้วยตามกฎหมาย ตั้งแต่การรับเรื่องราวจากบุคคลที่ทำงานให้แก่พรรคการเมืองหนึ่งซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการสรรหา เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือทำการสืบสวนให้ผู้เกี่ยวข้องเกิดความเกรงกลัว การหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาต่อองค์กรสื่อ และองค์กรภาคประชาสังคมว่า เป็นองค์กรเถื่อน ที่ไม่มีสถานภาพรับรองทางกฎหมาย การข่มขู่คุกคามผู้แทนองค์กรสื่อให้เกิดความหวาดกลัวว่าจะมีการดำเนินการให้ได้รับโทษทางอาญา การให้ข้อมูลเท็จโดยมีเจตนาทำลายความเชื่อมั่นเชื่อถือที่สังคมมีต่อองค์กรภาคประชาสังคมและต่อสภาวิชาชีพสื่อ โดยมุ่งหวังทำลายองค์กรสื่อที่ตั้งขึ้นตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวกัน เพื่อสร้างมาตรฐานจริยธรรมของวิชาชีพสื่อมวลชนให้เกิดขึ้นในสังคม ไปจนกระทั่งถึงการให้ข้อมูลในทางเปิดเผย และในทางลับ ทั้งที่ไม่มีหน้าที่ไปยังหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ วุฒิสภา นายกรัฐมนตรี และศาลปกครอง โดยมีเจตนาที่จะชี้นำหรือจูงใจให้เกิดการระงับยับยั้งไม่ให้กระบวนการสรรหาเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น และส่อเจตนาไปถึงเพื่อล้มกระบวนการสรรหาทั้งหมดให้ได้ ซึ่งจะส่งผลให้อำนาจในการคัดเลือก กสทช. ตกไปอยู่แก่คณะรัฐมนตรีในที่สุด 
 
           ภาคีองค์กรเครือข่ายขอเรียนว่า กสทช.ที่ได้มาตามขั้นตอนและกระบวนการที่กำหนดไว้ในกฎหมายอย่างถูกต้องครบถ้วน ที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกอย่างโปร่งใสจากวุฒิสภาเท่านั้น จึงจะเป็น กสทช. ที่สง่างาม สมควรได้รับการยกย่องให้เกียรติในฐานะบุคคลสำคัญที่ได้รับมอบหมายมาอย่างถูกต้องให้ดูแลรักษาทรัพย์สมบัติสำคัญของประเทศชาติ และขอเรียกร้อง ดังนี้
 
           1.      ขอให้วุฒิสภาดำเนินการเลือกคณะกรรมการกสทช.ตามอำนาจหน้าที่ต่อไป และ 2. ขอให้ประชาชนทำความเข้าใจ ติดตาม ตรวจสอบ กระบวนการคัดเลือกกสทช.ในทุกขั้นตอน

 

ราชดำเนินเสวนา "ผ่าแผนล้ม -กสทช."


            ทั้งนี้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้จัดราชดำเนินเสวนา ในหัวข้อ “ผ่าแผนล้ม สรรหา กสทช.” วิทยากรประกอบด้วย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย พล.อ.ชูชาติ สุดสงวน รองประธานคณะกรรมาธิการสามัญทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ กสทช.วุฒิสภา นายไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) นายสมชาย แสวงการ ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภควุฒิสภา และนางสุวรรณณา สมบัติรักษาสุก ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย มีนายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยรับเป็นผู้ดำเนินการเสวนา

 

ประสานเสียงไม่เชื่อมีกระบวนการล้ม


             ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีการพยายามล้มล้างการสรรหาตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จากกลุ่มทุนหลายกลุ่ม เนื่องจากกิจการด้านการโทรคมนาคมมีผลประโยชน์สูงมาก  จึงมีการขัดขวางไม่ให้เกิดประโยชน์ โดยในระหว่างนี้สัญญาสัมปทานกำลังจะหมดลง แต่วันนี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเพราะกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมส่วนใหญ่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการให้จัดตั้งองค์กร กสทช. ได้เกิดขึ้นมา ดังนั้นกลุ่มที่จะมาล้มการสรรหา กสทช. ขณะนี้จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น  ทั้งนี้คนที่ควรที่จะเป็นผู้คัดเลือกนั้นน่าจะให้วุฒิสภาเป็นผู้เลือกจะดีกว่าที่จะให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้คัดเลือก เพราะจะส่งผลถึงหน้าตาและภาพลักษณ์ของ กสทช.ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะ กสทช.จะต้องเป็นองค์กรที่อิสระ จากกิจการโทรคมนาคม อิสระจากฝ่ายการเมือง โปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่มีประโยชน์ทับซ้อน และความเป็นไปได้ที่จะมีภาพถูกครอบงำน้อยกว่าด้วย

            
             “ผมเชื่อว่า ก่อนวันที่ 11 ก.ย. วุฒิสภาจะเลือก กสทช.ได้ หากจะเลือกไม่ได้มีเพียงอย่างเดียวคือไม่มีวุฒิสภาอยู่หรือทำงานไม่ได้ ส่วนสาเหตุของการไม่มีวุฒิสภาก็ต้องมีการทำรัฐประหาร และมีการยุบวุฒิสภาไปก่อนเท่านั้น  ดังนั้นเรื่องการล้มสรรหาเห็นว่า มีความเป็นไปได้ค่อนข้างยากมาก แต่ยังมีอีกหนทางหากวุฒิสภาไม่สามารถดำเนินสรรหารได้ทันตามกฎหมายกำหนด ย่อมถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับหน้าที่ดำเนินการสรรหากรรมการกสทช.ต่อ อย่างไรก็ตามการล้ม กสทช.คงเป็นไปได้ยาก เพราะมีบทบัญญัติกฎหมายที่เขียนไว้เพื่อให้มีการเลือก กสทช. ให้ได้ กสทช.ในเวลาที่ไม่ยาวนานเกินควรในเวลาที่เหมาะสมแม้หน้าตาที่มาจะขี้เหร่แค่ไหนก็ตาม ” ดร.สมเกียรติ

 

เชื่อไม่มีองค์กรเถื่อน


             ดร.สมเกียรติกล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มคำตัดสินของศาลปกครองที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ( 22 ส.ค.) ที่เกี่ยวข้องคณะกรรมการสรรหาจะมีผลอย่างไรจะมีผลต่อ กสทช.อย่างไร คงต้องรอดู แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าของวุฒิสภา  และส่วนการที่มีการระบุว่า มีองค์กรเถื่อนเข้ามาจัดการกับคณะกรรมการสรรหา ในความเป็นจริงเห็นว่า คงไม่มีองค์กรเถื่อนอะไรแน่นอน คำกล่าวหาถ้าไปดูรายละเอียดได้บอกว่า ผู้ที่ได้รับคัดเลือกไม่เป็นนิติบุคคล ขณะเดียวกันกระบวนการสรรหาเป็นการทำงานด้านปกครองล้วนแต่ได้รับการรับรองถูกต้องตรวจสอบมาแล้วทั้งสิ้น หน่วยงานที่มาตรวจสอบเป็นผู้แลด้านอาญาจึงไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องไม่สามารถที่จะมาทำการตรวจสอบได้

 

ยัน "ดีเอสไอ" ล้มสรรหาไม่ได้

             ด้านพล.อ.ชูชาติ กล่าวว่า มาถึงขณะนี้ก็เห็นว่าวุฒิสภาจะต้องเดินหน้าต่อไป ถึงแม้จะมีหลายเรื่องที่เกี่ยวกับกระบวนการสรรหาฟ้องร้องอยู่ที่ศาลปกครองนั้น ก็ไม่ได้ส่งผลให้กระบวนการต้องหยุดชะงัก เพราะศาลไม่ได้ออกคำสั่งใดมาเพื่อเป็นการคุ้มครองชั่วคราว จะมีผลก็ต่อเมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษา หรือคำสั่งออกมาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นตราบใดศาลปกครองยังไม่มีคำสั่งตามกระบวนการก็ต้องเดินหน้ากันต่อไป และให้เป็นไปตามกฎหมายหากวุฒิสภาไม่ดำเนินการก็จะมีปัญหา และยืนยันว่า หากได้กสทช.โดยวุฒิสภาเป็นผู้เลือกก็จะทำให้มั่นใจได้

             “ผมเคยเป็นคณะกรรมการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มาก่อนและรู้หน้าที่ดีว่าบทบาทของดีเอสไอนั้นจะต้องเป็นผู้ประมวลหาหลักฐาน ถ้าเป็นคดีก็ส่งฟ้องหรือส่งเรื่องไปตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ แจ้งประสานเบื้องต้นเพื่อประกอบการพิจารณาเท่านั้น และการทำหน้าที่จะต้องอยู่ในพื้นฐานของจริยธรรม และคุณธรรม ทุกอย่างจะต้องมีกรอบและขอบเขตอำนาจ เพราะการทำหน้าที่ของดีเอสไอยังไม่ถือเป็นข้อยุติ ” พล.อ.ชูชาติ กล่าว

 

ส.ว.ยันไม่หยุดเดินหน้า


             ขณะที่นายสมชาย กล่าวว่า ในฐานะคนที่ติดตามการปฏิรูปสื่อ ที่ผ่านมาการล้ม กสทช.สำเร็จ จนกระทั่งมีการออกกฎหมายรวม กทช.กับ กสช. มาแล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีสองแนวคิด กลุ่มทุนก็ยังก้ำกึ่งจะเอาไงดี ถ้ามั่นใจล็อบบี้ 11 คนได้ ก็จะเดินหน้า แต่ถ้าไม่ได้ก็ล้มเสีย แต่แนวคิดกลุ่มที่สาม มองว่า จะเอาอำนาจไปไว้ที่ นายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว เชื่อว่า มีความพยายาม แต่อาจจะไม่สำเร็จ และคำกล่าวหาของดีเอสไอ ก็ยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะล้มได้ เพราะข้อกฎหมายที่เลือกมาเหมาะสม และการทำหน้าที่ของดีเอสไอ ที่ไปสอบสมาคมคนพิการ ฯ นั้นถือไม่ถูกต้องที่ไม่ได้มีการทำหนังสือเชิญ อยู่ๆก็มารออยู่หน้าห้องกรรมาธิการฯ พอกรรมาธิการฯสอบเสร็จ ก็มาดักรอให้เขาไปสอบต่อถือว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งการทำอย่างนี้จะส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือ และความศรัทธาของคนในสังคมต่อกระบวนการของดีเอสไอ

             “วุฒิสภาหารือกันเราไม่มีเหตุผลใดที่จะหยุดขั้นตอนกระบวนการสรรหา จะเดินหน้าต่อไปจนกว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กระบวนการขัดขวางไม่ให้มี กสทช.มันมีมายาวนานเกินไปแล้ว ดังนั้นวุฒิสภาจะต้องเสียสละมาทำหน้าที่ตรงนี้ ให้เรียบร้อย” นายสมชาย กล่าว


งง "ดีเอสไอ"เร่งสอบทั้งๆที่ไม่เกียว อัดแทรกแซงตุลาการ


             ด้านนายไพโรจน์ กล่าวว่า การที่ดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบครั้งนี้ อยากถามถึงอำนาจการตรวจสอบ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องทางปกครองไม่ใช่เรื่องของฝ่ายบริหาร เหตุใดดีเอสไอจึงกระตือรือร้นที่จะตรวจสอบเป็นพิเศษมีการแถลงข่าวทุกวันจึงถือว่า มีการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเข้ามาแทรกแซงอำนาจตุลาการ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ถือว่าเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของศาล น่าเสียดายองค์กรนี้ ถ้าดีเอสไอไม่ใช่มืออาชีพ มีการเอนเอง ตามสั่งได้ก็จะเป็นการทำลายองค์กรตัวเอง เราไม่กลัวถูกทำลายแต่คุณนั่นแหละที่จะเป็นผู้ทำลายองค์กรตัวเองให้พังย่อยยับ และมีความพยายามที่จะดิสเครดิตเพื่อไม่ให้วุฒิสภาทำงานได้ ขอตั้งข้อสังเกตว่าการทำเช่นนี้เพื่อใคร

            
             “เรื่องนี้เท่ากับว่า เป็นการกระพือข่าวเพื่อลดความน่าเชื่อถือทำให้เชื่อว่า การสรรหารมีองค์กรเถื่อน  เป็นการใช้คำให้ดูแล้วสามารถขึ้นหัวหนังสือพิมพ์ได้เท่านั้น ทั้งๆที่คนที่เป็นประธานฯที่ถูกกล่าวหานั้นเช่น เป็นผู้ที่มีต้นทุนทางสังคมทั้งนั้น เช่น นายเสน่ห์ จามาริก หรือนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่มาจากองค์กรที่มีเกียรติภูมิทั้งนั้น ยืนยันว่าองค์กรเราไม่ใช่องค์กรเถื่อนอย่างแน่นอน เพราะตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ” นายไพโรจน์ กล่าว
 

ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย เผยกลัวถูก"ดีเอสไอ"ขู่


             น.ส.สุวรรณา กล่าวา ตนมีอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภาวิชาชีพฯ แต่ดีเอสไอให้สัมภาษว่าไม่มี ดังนั้นขอยืนยันว่า องค์กรของตนเป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่ใช่อย่างที่อธิบดีดีเอสไอเข้าใจ คำว่าอุปโลก ไม่ว่าจะทราบหรือไม่ว่าตนเป็นผู้อำนวยกานสถานีวิทยุจุฬา ตนจึงรู้สึกว่าถูกหมิ่นประมาท ขณะเดียวกัน ถ้ารู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีอำนาจ ยังทำคือการทำผิดกฎหมาย พร้อมยอมรับว่าตนเกิดความหวาดกลัวจากการถูกข่มขู่จากดีเอสไอ แต่ตอนได้เตรียมเอกสารในการต่อสู้คดีเรียบร้อยแล้ว พร้อมยืนยันว่าตนมีคุณสมบัติตามกฎหมายครบถ้วนแล้ว ทั้งนี้ได้ขอให้ดีเอสไอไปหาหลักฐานว่าองค์กรเหล่านี้ตั้งมาอย่างไร จะดีกว่า เพราะองค์กรเหล่านี้ผ่านกระบวนการวุฒิสภามาได้อย่างไร ความพยายามของดีเอสไอ กระทบต่อความน่าเชื่อถือของสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ที่มาจากรัฐธรรมนูญ คงต้องจับตาคำสั่งศาลในวันพรุ่งนี้จึงจะสามารถตอบได้จะไปทิศทางไหนอย่างไร

 

กมธ.สอบประวัติ"กสทช."เมินผลสอบดีเอสไอ


           นายสมชาย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ของผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น กสทช. กล่าวถึงปัญหาการร้องเรียนถึงกระบวนการสรรหากสทช.ไม่ชอบ ว่า  คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯมีมติไม่รับเรื่องที่ผู้สมัครกสทช.บางรายฟ้องร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่ากระบวนการสรรหาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากได้พิจารณาแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการสรรหา ไม่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ และผู้ที่ให้ข้อมูลดังกล่าวกับทางดีเอสไอหลายคนก็ได้ดำเนินการร้องเรียนต่อศาลปกครองแล้ว ดังนั้นคณะกรรมาธิการฯจึงไม่อาจก้าวล่วงอำนาจศาลได้ จึงไม่รับเรื่องพิจารณาแต่ส่งเรื่องให้เลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะหน่วยธุรการคณะกรรมการสรรหาฯ ไปพิจารณาเอง