
ซากหนูบนทางด่วน
สนามเรื่องสั้นๆ : ซากหนูบนทางด่วน : โดย...เด็กชายคำนับ
ซากหนูตายตัวหนึ่งบอกให้รู้ว่า คนเราคิดอะไรไม่เหมือนกันทุกเรื่องหรอก...
08.15 น. บนทางด่วน
แช่มส่ายหัวแสดงอาการเบื่อหน่ายอย่างออกนอกหน้า โดยไม่เกรงใจว่าผู้โดยสารของเขาซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังจะรู้สึกอย่างไร ด้วยประสบการณ์การขับแท็กซี่ในเมืองหลวงมากว่าสิบปี เขาจึงรู้ดีว่าช่วงเวลาเร่งด่วนแบบนี้ ถนนลอยฟ้าคือเส้นทางที่ควรจะหลีกเลี่ยงมากที่สุด
ทางด่วนรึ? หลอกคนพารถขึ้นมาเป็นอัมพาตชัดๆ
หากการประเดิมที่ดีไม่ได้หมายความถึงการจะมีลูกค้ามาเรียกใช้บริการตลอดทั้งวันล่ะก็ เขาไม่มีทางรับผู้โดยสารคนนี้ขึ้นรถมาเด็ดขาด คนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่มักถือโชคลางกันว่า การปฏิเสธลูกค้ารายแรกจะทำให้ชวดลูกค้ารายต่อๆ ไปด้วย...ใครไม่เชื่อก็ช่าง...แต่แช่มเชื่อถือเรื่องแบบนี้อย่างสนิทใจ...และเพราะความเชื่อแท้ๆ เขาถึงต้องมาติดแหง็กอยู่บนทางด่วน ทั้งๆ ที่รถเพิ่งเคลื่อนตัวออกจากช่องจ่ายเงินมาได้ไม่ไกลนัก คงอีกนานทีเดียวกว่าเขาจะพาลูกค้ารายแรกของวันฝ่ารถติดไปจนถึงหัวลำโพง
“ขึ้นทางด่วนไปเลยนะพี่” ลูกค้าบอกตอนก้าวขึ้นมานั่งบนรถเมื่อประมาณสิบห้านาทีก่อน
“ผมว่าวิ่งข้างล่างดีกว่านะครับ ตอนนี้ทางด่วนติดหนักกว่าข้างล่างอีก” แช่มว่า
“ไปทางด่วนนั่นแหละพี่ ผมว่ายังไงก็คงเร็วกว่าข้างล่าง”
“ตามใจ...เดี๋ยวจะรู้สึก” แช่มได้แต่คิดในใจ โดยไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นออกมา
08.40 น. บนทางด่วน
รถติดเป็นแพยาวราวกับทุกคันพร้อมใจกันจอดสตาร์ทเครื่องทิ้งเอาไว้เฉยๆ สถานการณ์แบบนี้แช่มคิดว่า ถ้าราคาก๊าซลดลงเหลือกิโลละห้าบาทก็คงดีไม่น้อย หากรัฐบาลทำได้เขาอาจจะเลือกให้กลับมาบริหารประเทศอีกสักสมัย
การจ้องไปข้างหน้านานๆ โดยไม่ได้ขยับเขยื้อนทำอะไรเลยมันทำให้แช่มรู้สึกเบื่อ เขาจึงแอบชำเลืองมองผู้โดยสารของตัวเองผ่านทางกระจกมองหลัง ท่าทางกระสับกระส่ายของคนที่นั่งอยู่เบาะหลังเห็นแล้วช่างสมน้ำหน้านัก ผู้โดยสารแบบนายคนนี้มีให้แช่มเจอทุกวัน วันละหลายราย พวกนี้มักจะชอบรู้ดีกว่าคนขับแท็กซี่อย่างเขา
“ถ้ามึงไม่เชื่อกูที่เป็นคนขับ มึงจะมานั่งแท็กซี่ทำไมวะ ทำไมมึงไม่เดินไป...ฮ้า!” แช่มคิดในใจอีกครั้ง
08.50 น. บนทางด่วน
การจราจรที่แน่นิ่งเริ่มมีการเคลื่อนไหว แช่มรีบฉวยจังหวะของการเคลื่อนตัวขับแท็กซี่ของเขาเบียดรถคันหนึ่งเพื่อแทรกออกไปอยู่อีกเลน ซึ่งรถน่าจะสามารถขยับได้ดีกว่า เขาแกล้งทำเป็นหูทวนลมเมื่อได้ยินรถคันนั้นบีบแตรไล่หลังเสียงดังยาว แม้เขาจะรู้ดีว่าการขับรถแบบนี้มันเป็นมารยาทที่ไม่ค่อยงามนัก แต่จะไปสนทำไม เพราะใครๆ เขาก็ทำกัน...ขับรถในเมืองหลวงต้องไวใจกล้าและหน้าด้าน...
แล้วรถก็หยุดนิ่งอีกครั้ง...
บนพื้นถนนฝั่งด้านข้างคนขับ แช่มมองเห็นซากหนูตัวหนึ่ง ส่วนหัวและลำตัวช่วงบนของมันบี้แบนจนไม่เหลือเค้าของความเป็นหนู มีเพียงลำตัวช่วงล่างและหางยาวๆ เท่านั้นที่ยังพอยืนยันสายพันธุ์เอาไว้ได้ ดูจากสภาพแล้วเขาคิดว่ามันคงเพิ่งตายได้ไม่นาน...ไอ้หนูโชคร้ายเอ๋ย...รถรารึก็ติดจนกระดิกแทบไม่ได้ มึงมายังไงถึงให้ถูกรถทับ...ดวงมึงช่างซวยอะไรอย่างนี้...
เดี๋ยวก่อน...นี่มันบนถนนที่สูงกว่าหลังคาบ้านตั้งหลายสิบเมตรเชียวนะ ไม่ใช่บ้านเช่าของน้าละมัยที่เขาเช่าอยู่ ถึงจะได้มีหนูมาเดินเล่นกันให้เพ่นพ่าน...แล้วทำไมไอ้หนูตัวนี้มันถึงได้มาตายไกลนัก...จะว่ามันหลงทางมาก็ไม่น่าจะมาไกลได้ขนาดนี้ เท่าที่เขารู้ หนูมันไปไหนไม่ไกลจากแหล่งหากินนักหรอก...
เป็นไปได้ไหมว่า หนูตัวนี้มันติดมากับรถที่กำลังขนข้าวของเพื่อย้ายบ้านแล้วโชคร้ายพลัดตกลงมา บางทีมันอาจจะโดนจับได้แล้วถูกโยนออกมาจากรถ...
เอ...หรือว่ามันโดนพวกนกกินเนื้อโฉบมาจากที่ไหนสักแห่งเพื่อนำกลับไปเป็นอาหารที่รัง แต่บังเอิญนกเจ้ากรรมดันทำร่วงลงมาเสียก่อน...ก็แล้วถ้าเกิดหนูตัวนี้มันโดนฆาตกรรมมาจากข้างล่างก่อนหน้าแล้วล่ะ? เพราะจากสภาพที่บี้แบนคงตอบไม่ได้ในทันทีหรอกว่ามันโดนรถทับจริงหรือเปล่า...มันอาจจะถูกเมียน้อยของใครบางคนทุบจนหัวแบะเพื่อเตรียมจะนำซากของมันไปโยนใส่หน้าบ้านเมียหลวง แต่เกิดกลับใจเป็นคนดีขึ้นมากะทันหัน เลยแอบโยนซากมันทิ้งเอาไว้ระหว่างทาง
ไม่แน่นะ...นี่อาจเป็นการเจตนาฆ่าตัวตายของสัตว์สี่เท้าตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งก็ได้...หนูตัวนี้มันคงอกหัก...แหม ! มันช่างเลือกวิธีตายได้วุ่นวายนัก...
แช่มคงคิดอะไรต่อไปอีกเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับการตายของหนูตัวนี้ ถ้าผู้โดยสารของเขาไม่ยื่นมือมาสะกิดที่ไหล่เบาๆ “พี่ๆ รถเคลื่อนตัวแล้ว”
09.02 น. บนทางด่วน
แช่มออกตัวรถได้อีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกที่ว่า ขนาดเขาเองยังมีความคิดที่หลากหลายเลย ประสาอะไรระหว่างความคิดของเขากับผู้โดยสารจะไม่แตกต่างกัน
บนทางด่วนรถยังคงติดเป็นระยะๆ แต่แช่มกลับอารมณ์ดีขึ้นอีกเป็นกอง



