
ฝ่าหมอกควันสู่เมืองโบกอร์
ฝ่าหมอกควันสู่เมืองโบกอร์ ดูความก้าวหน้าวิจัยพืชจีเอ็มโอของประเทศอินโดนีเซีย
ยามเช้าของกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดยนีเซีย ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2554 ยังถูกคลุมด้วยม่านหมอกควัน จากไฟป่าบนเกาะสุมาตรา ลามทั่วอาณาบริเวณ ขณะที่รถบัสขนาด 27 ที่นั่งพาคณะของเราออกจากที่พักโรงแรมแมนฮัตตัน มุ่งหน้าไปทางตอนใต้ของกรุงจาการ์ตากว่า 100 กม. จุดหมายปลายทางเพื่อไปดูงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ว่าด้วยการตัดแต่งพันธุวิศวกรรมพืช ที่เรียกว่าพืชจีเอ็มโอ หรือพืชจีเอ็มที่ ศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตร ที่เมืองโบกอร์ ซึ่งเป็น 1 ใน 9 ศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตรของประเทศอินโดนีเซีย
เมืองโบกอร์ ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวและการศึกษา มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โบกอร์ (Bogor Agricultural University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดการเรียนการสอนด้านการเกษตรชั้นนำของอินโดนีเซีย
เราใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่ง ไปถึงศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตร ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่หลายสิบไร่ ภายในมีสำนักงานของผู้บริหาร มีห้องประชุม ห้องแล็บสำหรับพัฒนาพืชจีเอ็มโอหลายห้องเรียงราย พร้อมกันนั้นยังมีแปลงทดลองพืชจีเอ็มโอด้วย
พลันที่ไปถึงมี ดร.บาฮาเกียวตี (Dr.Bahagiawati) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพฯ มาต้อนรับ พร้อมทักทายตามมารยาท และระหว่างนั้นเองเธอบอกว่า รู้จักนักวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพของไทยหลายคน อาทิ ดร.เมธินี ศรีวัฒนกุล จากสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร และ รศ.ดร.สุพัฒน์ อรรถธรรม อาจารย์ประจำภาควิชาโรคพืช คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เป็นต้น
ดร.บาฮาเกียวตี อธิบายว่า ศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพฯ มีงานวิจัยหลัก 2 ส่วน มีนักวิจัยที่จบระดับดอกเตอร์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพเที่ประจำศูนย์แห่งนี้อยู่ราว 30 คน นอกจากนี้ มีระดับปริญญาโท และเจ้าหน้าที่รวมแล้วอยู่ในหลักร้อยคน
ส่วนงานวิจัยหลัก 2 ส่วนที่ว่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นงานวิจัยด้านชีวโมเลกุล เป็นงานที่ละเอียดอ่อน เน้นการสกัดและจำแนกดีเอ็นเอ (DNA) ของยีนจากพืชต่างๆ ไม่ใช่ยีนของไวรัสจากสัตว์อย่างที่เข้าใจมาต่อยีนใหม่ เพื่อพัฒนาพืชที่มีคุณสมบัติต้านทานต่อโรคของพืชแต่ละชนิดตามที่ต้องการ ล่าสุด พัฒนาให้ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดสภาพอากาศด้วย เน้นพืชจีเอ็มโอนอกจากต้านทานโรคแล้ว ต้องทนต่อสภาพที่น้ำท่วม แห้งแล้ง ทนดินเค็ม และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง
อีกส่วนเป็นงานวิจัยพัฒนาที่เน้นในด้านการเพาะเนื้อเยื่อของพืชแต่ละชนิดที่มาจากพืชพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เพื่อขยายพันธุ์พืชจีเอ็มโอ ซึ่งปัจจุบันจะเน้นเรื่องพืชจีเอ็มโอลูกผสม มีหลายชนิด อาทิ ข้าว ข้าวโพด มะละกอ อ้อย พืชผักสวนครัว และพืชสมุนไพร รวมถึงการร่วมมือวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวจีเอ็มโอ ที่ร่วมกับอินเดีย ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ เวียดนาม ภายใต้โครงการ "ไบโอเฟอร์ติไฟด์" (Biofertified) เป็นโครงการพัฒนาพันธุ์ข้าวจีเอ็มโอใหม่ โดยนำข้อดีของข้าวแต่ละประเทศมาวิจัยและพัฒนาในรูปข้าวจีเอ็มโอลูกผสมใหม่
กระนั้นก็ตาม ผู้อำนวยการพัฒนาศูนยวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพฯ บอกว่า งานวิจัยพัฒนาพืชจีเอ็มโอในประเทศอินโดนีเซีย ยังอยู่ในขั้นทดลอง ทั้งในห้องแล็บและลงแปลง ที่ได้ผลเป็นรูปธรรมแล้วคือข้าว และข้าวโพด แต่ยังไม่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เนื่องติดขัดด้านนโยบายของรัฐบาล คาดว่ารัฐบาลจะอนุญาตให้มีการปลูกในระดับแปลงของเกษตรกรได้ในไม่ช้านี้
ดูเหมือนสอดคล้องการบรรยายของ ดร.บายู กรีสนามุรตี (Dr.Bayu Krisnamrthi ) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ว่า ขณะนี้อินโดนีเซียได้ตระหนักถึงความมั่นคงด้านอาหารให้มีเพียงพอ เนื่องจากประชากรในอินโดนีเซียมีกว่า 200 ล้านคน เพราะพื้นที่การเกษตรน้อยลง โลกกำลังประสบปัญหาความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ส่งผลการผลิตอาหารจากภาคเกษตรลดน้อยลง และแม้รัฐบาลอินโดนีเซีย ยังไม่อนุญาตให้ปลูกจีเอ็มโอในแปลงเกษตรกร แต่รัฐก็ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้จนมีความพร้อมแล้ว คาดว่าอีก 1-2 ปีจะอนุญาตให้เกษตรกรปลูกในแปลงได้ แต่ต้องทำประชาพิจารณ์ก่อน
หลังจากฟังบรรยายสรุปจาก ดร.บาฮาเกียวตีแล้ว เจ้าหน้าที่พาไปชมห้องแล็บต่างๆ เริ่มจากห้องวิจัยด้านชีวโมเลกุล ห้องเพาะเนื้อเยื่อ จนถึงการปลูกพืชในห้องทดลอง และแปลงที่ลงดิน โดยจะมีนักวิจัยแต่ละแผนกจะเป็นผู้บรรยายในแต่ละจุด
อย่างไรก็ตาม จากการเดินชมแล้ว ดร.นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต เลขาธิการสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ หัวคณะตัวแทนของไทยที่ร่วมเดินทางสัมมนาในครั้งนี้ บอกว่า หากเทียบศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ของไทยแล้ว ถือว่าของเรามีความพร้อม มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยกว่า และมีนักวิจัยที่จบดอกเตอร์ด้านนี้กว่า 200 คน แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลมีนโยบายให้ระงับการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตรในระดับแปลงนา ทำให้นักวิจัยเหล่านี้กลายเป็นคนตกงาน หันไปอยู่ภาคเอกชน บางคนหันไปเป็นนักบริหาร ถือว่าเสียบุคลากรไปอย่างน่าเสียดาย
"ที่จริงนักวิจัยบ้านเราไม่แพ้ประเทศอื่น ที่ผ่านมาเราได้พัฒนาพืชจีเอ็มไปไกลพอสมควร ทั้งมะละกอ พริก แต่มีองค์กรเอกชนคัดค้าน ทั้งที่ตอนนี้ทั่วโลกไปไกลมากแล้ว มีการอนุญาตให้ปลูกถึง 25 ประเทศ และนำเข้าผลผลิตพืชจีเอ็มโอกว่า 50 ประเทศแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้อนาคตเราตามหลังประเทศเพื่อนบ้านไม่ทันแน่นอน ถึงเวลานั้นเราจะเสียเปรียบด้านการค้าทันทีหากทั่วโลกยอมรับพืชจีเอ็มโอในอนาคต" ดร.นิพนธ์กล่าว
ค่อนวันที่เราอยู่ที่นั่น พอคล้อยบ่ายแก่ๆ จึงอำลาศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตรแห่งเมืองโบกอร์ สู่กรุงจาการ์ตาอีกครา เพื่อภารกิจในวันรุ่งขึ้น คือสรุปการสัมมนาตลอด 3 วันที่ผ่านมานั่นเอง !



