ไลฟ์สไตล์

สวธ.เพิ่งตะลึง!กรุหนังใหญ่วัดขนอน

สวธ.เพิ่งตะลึง!กรุหนังใหญ่วัดขนอน

19 ส.ค. 2554

สวธ.ตะลึงกรุหนังใหญ่วัดขนอนแหล่งใหญ่ให้ความรู้ วางแนวอนุรักษ์ ถ่ายทอดมรดกวัฒนธรรมของชาติ เตรียมเปิดเวทีใหญ่ให้ 3 วัดดังโชว์ 2-3 ก.ย. นี้ที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ อดีตอธิบดีกรมศิลป์แนะศึกษาข้อดีข้อเสียอนุสัญญามรดกโลกจับต้องไม่ได้

           ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึงกรณีสื่อมวลชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชนได้ให้ความสนใจกรณีกัมพูชาขึ้นทะเบียนท่ารำ และหนังใหญ่ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)ว่า ตนได้เดินทางไปนมัสการพระครูพิทักษ์ ศิลปาคม เจ้าอาวาสวัดขนอน จ.ราชบุรีซึ่งเป็นผู้สืบทอดหนังใหญ่วัดขนอน เพื่อพูดคุยและศึกษาการอนุรักษ์ แนวทางการพัฒนาหนังใหญ่ของไทย จากการศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอนมีการบริหารจัดการดีมาก หนังใหญ่มีลวดลายสวยงาม มีการให้ความรู้ กิจกรรมผู้สนใจ เด็กและเยาวชน ให้เกิดเป็นกระแสอนุรักษ์หนังใหญ่ พระในวัดช่วยการสืบทอดด้วยไปซื้อหนังมาทำลวดลาย ดูแลท่ารำต่างๆ โดยเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม

            “ท่านพระครูพิทักษ์เล่าว่ามรดกวัฒนธรรมแขนงนี้เป็นการไหลเทวัฒนธรรมมาจากอินเดีย มาเผยแพร่สู่ชาวบ้านโดยในวันที่ 2-3 กันยายนนี้ เชิญคณะหนังใหญ่ 3 แห่งที่ยังสืบทอดอยู่ ได้แก่ หนังใหญ่วัดขนอน หนังใหญ่วัดบ้านดอน และหนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์มาแสดงให้ผู้สนใจเข้าร่วมชมช่วงวันที่ 2-3 กันยายน ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยในงานจะมีการเสวนาหนังใหญ่ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่ามรดกวัฒนธรรมเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ตนได้นำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนแก่นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมรับทราบแล้ว”ศ.ดร.อภินันท์ กล่าว

 

แนะศึกษาข้อดีข้อเสียอนุสัญญามรดกโลกจับต้องไม่ได้

            นายเดโช สวนานนท์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวภายหลังการสัมมนามรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องในโอกาสครบ 100 ปี กรมศิลปากรและ 20 ปี มรดกโลกแห่งราชอาณาจักรไทยว่า การที่ไทยจะเข้าร่วมอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ นั้นตามหลักแล้วต้องศึกษารายละเอียดก่อนว่ามีอะไรเสียเปรียบต่อบ้านเมืองเราหรือไม่ เช่น ประเทศหนี่งขึ้นทำเบียนแล้ว อีกประเทศหนึ่งจะขึ้นทะเบียนซ้ำไม่ได้ สมมุติว่าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่ต้องเข้า หากยึดหลักการของมรดกโลก มี 1 เดียว เมื่อเขมรขึ้นรำกัมพูชา หรือ รอยัลบัลเล่ ไปแล้ว ห้ามไทยขึ้นทะเบียน เป็นต้น ซึ่งตรงนี้เราไม่ทราบรายละเอียดอะไรเลย ยิ่งศิลปะมวยไทยต้องขึ้นทะเบียนไว้เพราะมวยประเทศใหนก็ไม่มีการไหวครูเหมือนมวยไทย ถือเป็นหนึ่งเดียวในโลก

            ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมามีปัจจัยใดที่ทำให้ไทยไม่เข้าร่วมอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ นายเดโช กล่าวว่า ตนคิดว่าไทยยังไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำหรือผู้แทนไทยฝ่ายศิลปะวัฒนธรรมในระดับโลก ทั้งที่มรดกโลกมี 3 ฝ่ายคือฝ่ายศิลปะวัฒนธรรม ฝ่ายธรรมชาติ และฝ่ายการศึกษา คอยดูแลผลักดันเรื่องนี้โดยตรง อีกทั้งยังไม่มีกองการสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (กตสป.) ในกระทรวงวัฒนธรรมรับผิดชอบ ต้องไปอาศัย กตสป.ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งในทางปฎิบัติกระทรวงวัฒนธรรม จะไปสั่งกระทรวงศึกษาธิการทำงานก็ไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ถ้ากระทรวงวัฒนธรรมมีการจัดตั้ง กตสป.เป็นผู้แทยไทยด้านศิลปะวัฒนธรรมไปนั่งในยูเนสโก จะทำให้ทราบความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง อยู่ที่รัฐบาลไทยจะดำเนินการอย่างไร หากมีการจัดตั้งจริง ไทยก็ได้ประโยชน์แน่นอน

            “มรดกวัฒนธรรมไทยหากได้ขึ้นทะเบียนอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ถือเป็นหน้าตาของประเทศ อย่าลืมว่าศิลปกรรมเป็นหน้าตาของประเทศ แสดงถึงความเป็นอายระชน อย่างบัลเล่ของรัสเซีย คือความยิ่งใหญ่ ความภาคภูมิใจของคนรัสเซีย กัมพูชาขึ้นทะเบียนรอยัลบัลเล่เขาก็ต้องการแสดงความยิ่งใหญ่ ความภาคภูมิใจของเขา ถามว่าไทยไม่มีเหรอ ของเราก็มีเยอะแยะ มวยไทย ว่าว เพียงแต่เราไม่ได้เป็นสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เลยไม่รู้รายละเอียด เพราะเรื่องรักษาวัฒนธรรมนั้น คนในชาติต้องช่วยกันรักษา จะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาก็ขึ้นอยู่กับคนในชาติ จะให้อยู่ตลอดต่อเนื่อง ไม่ได้ขึ้นกับต่างชาติหรือองค์กรใด”นายเดโช กล่าว

            ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีดังกล่าวถูกโยงเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ตนไม่เถียงว่าเป็นเรื่องการเมือง อยู่ที่ว่าเราจะวางตัวหรือเล่นบทบาทใด บทผู้นำ บทร่วมมือ หรือจะเอาประโยชน์ส่วนตัวก็อีกบทบาทหนึ่ง อย่าลืมอีกประการหนึ่งว่าเรากำลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งคำว่า อาเซียน เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย แต่วันนี้ไทยกลับสูญเสียความเป็นผู้นำอาเซียนอย่างชัดเจน เพราะเราทะเลาะกัมพูชา เราไล่ล่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจนเขาไม่มีที่ยืนอยู่ในโลกนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไปอยู่กับเพื่อน เช่น กัมพูชา บรูไน แทน