
ระบบสุขภาพไม่ใช่แค่ฟื้น 30 บาท
ระบบสุขภาพไม่ใช่แค่ฟื้น 30 บาทงานที่เพื่อไทยต้องเข้ามาเคลียร์(2)
ก่อนหน้านี้ “คม ชัด ลึก” ได้นำเสนอผลการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและปัญหาเร่งด่วนของสาธารณสุข ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ไปแล้ว 1 เรื่อง คือ เรื่อง “ความเสี่ยงของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและการบริหารจัดการงบประมาณหลักประกันสุขภาพ" จากที่มีการศึกษาทั้งหมด 5 เรื่อง ฉบับนี้เป็นการนำเสนอผลการศึกษาในเรื่องที่ 2 เรื่อง “ปัญหาวิกฤติการเงินโรงพยาบาลภาครัฐสังกัดสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข”
เบื้องต้นกลุ่มประกันสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ทุนสำรองสุทธิของหน่วยบริการสังกัดสป.สธ.มีแนวโน้มลดลงโดยตลอด โรงพยาบาลทุกกลุ่มมีแนวโน้มของสภาพคล่องทางการเงินลดลงทุกปี การวิเคราะห์รายการสำคัญทางการเงินประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2553 ในภาพรวมแนวโน้มรายการสำคัญทางการเงินเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีผลประกอบการที่เลวลง โรงพยาบาลทุกประเภทมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากจนสูงกว่ารายได้ในปี 2553 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง หนี้สินมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งโรงพยาบาลชุมชนมีองค์ประกอบทางการเงินที่เสี่ยงมากที่สุด
จากข้อมูลงบการเงิน ปีงบประมาณ 2553 ไตรมาสที่ 3 ของโรงพยาบาลในสังกัดสธ.ทั้งสิ้น 830 แห่ง พบว่า โรงพยาบาลศูนย์(รพศ.) โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) และโรงพยาบาลชุมชน(รพช.)กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน 254 แห่ง แบ่งเป็น รพศ. 5 แห่ง รพท. 15 แห่ง และรพช. 243 แห่ง
แต่เนื่องจากรายงานการเงินของสธ.และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ยังไม่มีความชัดเจนในการแสดงให้เห็นสถานการณ์ความเดือดร้อนทางด้านการเงินการคลังของโรงพยาบาล คณะอนุกรรมการจึงได้ศึกษาภาวะวิกฤติทางการเงินของหน่วยบริการในเชิงลึก ด้วยการเชิญผู้แทนหน่วยบริการในระดับพื้นที่และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)เข้าให้ข้อมูลจำนวนมาก
คณะอนุกรรมการสรุปผลการศึกษาเกี่ยวกับวิกฤติการเงินโรงพยาบาลที่สำคัญว่า บทบาทและภารกิจของสปสช.ด้านการจัดการสุขภาพซ้ำซ้อนกับสธ.มีมากขึ้น ทั้งที่สปสช.ควรมีบทบาทเป็นผู้ซื้อบริการอย่างเดียวเหมือนประกันสังคมและสิทธิข้าราชการ ส่วนสาเหตุของการประสบภาวะขาดทุนมีหลายสาเหตุ ได้แก่ หลักเกณฑ์การจัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวไม่สอดคล้องกับความจริง ทำให้หน่วยบริการที่มีประชากรน้อยได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ ไม่รับกับภาระบริการจริง อาจส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการ จึงจำเป็นต้องมีการปรับเกลี่ยงบประมาณให้มีความเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่
คณะอนุกรรมการยังศึกษาในประเด็น สถานการณ์ความเดือดร้อนทางด้านการเงินการคลังของโรงพยาบาลและแนวทางแก้ไขเพื่อพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ยั่งยืน โดยสรุปว่า ควรกำหนดให้มีงบประมาณในส่วนของรายจ่ายขั้นต่ำของสธ.ขึ้นมาพิจารณาและนำเสนอต่อสำนักงบประมาณ รวมถึง สปสช.ควรที่จะมีการทบทวนนโยบายการจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยบริการต่างๆ ให้มีความเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของหน่วยบริการ และในส่วนของโครงการที่สปสช.กำหนดให้โรงพยาบาลดำเนินการจึงจะได้รับงบประมาณ หรือ vertical program ควรร่วมมือกับสธ.ดำเนินการไปพร้อมกับกรมวิชาการต่างๆ เพราะการเพิ่ม vertical program ภาระงบประมาณที่ต้องจ่ายมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ มีการศึกษาโรงพยาบาลที่ฐานะการเงินดีเพื่อสรุปหาปัจจัยที่ทำให้โรงพยาบาลอยู่รอดได้ โดยศึกษาในส่วนของ จ.ชลบุรี รพ.สระบุรี จ.สระบุรี รพ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ รพ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา และ รพ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด พบว่า โรงพยาบาลส่วนใหญ่ที่มีฐานะทางการเงินค่อนข้างดี เนื่องจากมีแผนการบริหารการเงินที่ดี มีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพและมีฐานจำนวนประชากรที่มากพอ
อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการได้ดำเนินการจัดสัมมนา เรื่อง “วิกฤติการเงินโรงพยาบาลภาครัฐ ร่วมชี้ชัด เร่งรัดแก้ไข” มีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมราว 150 คนด้วย ได้ข้อสรุปโดยภาพรวมว่า การจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอเนื่องจากมีการตัดลดจากยอดที่ขอสนับสนุนจากรัฐ, เงินบำรุงของโรงพยาบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการที่ภาระค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลอย่างมาก, การนำเงินเดือนบุคลากรมารวมกับงบเหมาจ่ายรายหัว ทำให้เกิดปัญหากับจังหวัดที่มีขนาดเล็ก และมีประชากรในเขตพื้นที่น้อย แต่มีบุคลากรจำนวนมาก
การจัดสรรงบประมาณลงไปในพื้นที่ โดยการแบ่งเป็นกองทุนต่างๆ ทำให้งบประมาณที่จัดสรรลงไปในระบบถูกกระจายไปยังหลายกองทุน และสปสช.ควรพิจารณาลด vertical program เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ, การขาดแคลนงบลงทุน ซึ่งควรมีการพิจารณาจัดสรรงบลงทุนให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ แยกต่างหาก, การดำเนินการส่งเสริมและป้องกันโรคของสปสช.ควรทำอย่างจริงจัง หากไม่ประสบผลสำเร็จควรให้สธ.ดำเนินการ และควรมีการทบทวนนโยบายการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพื่อลดภาระทางการเงินการคลังของภาครัฐในระยะยาว
ที่สำคัญ รูปแบบการจ่ายเงินของสปสช.ในลักษณะโพสต์เพด ซึ่งเป็นการกันงบประมาณส่วนหนึ่งไว้ที่ส่วนกลาง และจ่ายตามผลงานให้แก่หน่วยบริการ ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่างบประมาณนี้มีจำนวนเหลืออยู่เท่าไหร่ หากมีเงินเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก อาจจะนำมาใช้ในระบบเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงินในระบบได้
นี่จึงเป็นหนึ่งในปัญหาด้านสาธารณสุขที่รอวัดฝีมือการแก้ไขของ วิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขใหม่ถอดด้าม
ติดตาม ระบบสุขภาพไม่ใช่แค่ฟื้น 30 บาท งานที่ “เพื่อไทย” ต้องเข้ามาเคลียร์ ตอนจบ ซึ่งจะนำเสนอผลการศึกษาที่เหลืออีก 3 เรื่องได้ใน หนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก"



