ไลฟ์สไตล์

การศึกษาเพื่อพัฒนาชาติเห็นผล2ปี

การศึกษาเพื่อพัฒนาชาติเห็นผล2ปี

17 ส.ค. 2554

การศึกษาเพื่อพัฒนาชาติเห็นผล2ปี : ทีมข่าวการศึกษาฯ รายงาน

            15 สิงหาคม ที่ผ่านมา รัฐมนตรีในรัฐบาลปู 1 เริ่ม ออกตัว เกือบทุกกระทรวง รวมทั้ง วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แม้ต้องรอฤกษ์ยามเข้ากระทรวง 08.00 น. ในวันรุ่งขึ้น (16 ส.ค.) แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลา ก็แก้เคล็ดด้วยการนัดรัฐมนตรีช่วยและทีมผู้บริหารกระทรวงกว่า 40 ชีวิตไป อัพเดทรอบ 2 กันที่ โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง หลังจากอัพเดทรอบแรกในวงเล็กๆ ไปเมื่อวัน 11 สิงหาคม ที่โรงแรมหรรษา

             ใช้เวลาไปกว่า 3 ชั่วโมง "วรวัจน์" ก็เปิดแถลงข่าวแบบพอหอมปากหอมคอ แต่พอทำให้เรารับรู้ได้ว่า การ ปอกเปลือกของเก่าทิ้ง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ กำลังจะเกิดขึ้น

             วรวัจน์ ฟันธงชัดเจนว่า ธีมหลักในการจัดการศึกษา และ การบริหารงานกระทรวงศึกษาธิการ จะมีการปรับเปลี่ยนให้เป็น มิติใหม่  ที่ผ่านมา รัฐบาลประชาธิปัตย์ชูธงเรื่องการขยายโอกาส การสร้างความเสมอภาค และพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นธีมหลัก โดยดำเนินการผ่านทางนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ขณะที่ภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยชูป้ายเรื่องเศรษฐกิจเป็นตัวนำในการหาเสียง ฉะนั้นธีมหลักของศธ.จึงเปลี่ยนมาชูธง "การศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศ" เน้นเป้าหมายจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้นและเห็นผลภายใน 2 ปี

               ดูจากธีมหลักน้ำหนักส่วนใหญ่จะอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ซึ่งรับผิดชอบการผลิตกำลังคนของประเทศ ไม่ได้อยู่ที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเรื่องการขยายและสร้างโอกาสทางการศึกษา ล่าสุด ได้มีการกำหนดกลุ่มอาชีพ ที่จะเน้นหนักเป็น 5 กลุ่มอาชีพ คือ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พณิชยกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการอำนวยการและอาชีพเฉพาะทาง

             วรวัจน์ ยืนยันว่า เรียนฟรี 15 ปี ก็ยังคงอยู่ และเด็กจะไม่มีทางเสียสิทธิหรือได้รับน้อยกว่าที่ผ่านมา รวมไปถึง การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 แต่รัฐบาลนี้ต่อยอดเป็น "การปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศ" แทน

             ด้านการบริหาร วรวัจน์ แบ่งงานให้ "รัฐมนตรี" รับผิดชอบงานเป็นรายภูมิภาค โดย "รมว.ศึกษาธิการ" จะรับผิดชอบ ภาคเหนือ ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร "บุญรื่น ศรีธเรศ" รมช.ศึกษาธิการ รับผิดชอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ "สุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล" รมช.ศึกษาธิการ รับผิดชอบภาคกลาง รัฐมนตรีแต่ละคนมีอำนาจบริหารสั่งการหน่วยงานของ ศธ.ทุกสังกัดที่อยู่ในภูมิภาค ไม่ต้องรอการสั่งการจาก "รมว.ศึกษาธิการ" ยกเว้นงานในเชิงยุทธศาสตร์นโยบาย

             "ผมต้องการหลอมละลายการทำงานของแต่ละสังกัด เพื่อให้เกิดความร่วมมือ ช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยซึ่งมีต้นทุนทางปัญญาและสังคมมาก ดังนั้นมหาวิทยาลัยควรขยายเครือข่ายไปช่วยเหลือการจัดการศึกษาระดับอื่นๆ ด้วย ผมหวังว่ามหาวิทยาลัยจะเป็นธงนำในการดูแลการจัดการศึกษาในแต่ละจังหวัดด้วย"

             วรวัจน์ วาดหวังว่าการบูรณาการการทำงานของทุกสังกัดในแต่ละพื้นที่ โดยมีมหาวิทยาลัยเป็น แม่ทัพ ระดับจังหวัด "รมช.ศึกษาธิการ" เป็นแม่ทัพระดับภูมิภาค และ "รมว.ศึกษาธิการ" เป็นแม่ทัพระดับ ประเทศ งานการศึกษาชาติจะรุ่งโรจน์แน่ !!


 "วิทยา"ฟื้น 30 บาทฯ

             สำหรับกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ถือว่า "วิทยา บุรณศิริ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นคนหนึ่งที่เก็บงำนโยบายได้เงียบสนิท ด้วยเหตุผลว่า ขอให้รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน จึงจะเผยโฉมนโยบายด้านสาธารณสุขได้

             แต่ในประเด็นปัญหาที่ยังขัดแย้งอยู่ระหว่างบุคลากรภายในกระทรวงและภายนอกกระทรวง อย่างเช่น เรื่อง พ.ร.บ.คุ้มครองได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.... จะยอมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายแน่นอน ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง

             ส่วนเรื่องการฟื้นนโยบายการเก็บค่าธรรมเนียมบริการสาธารณสุข ในสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท นั้น เนื่องจากเรื่องนี้เป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ ก็จะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน

             "ผมขอยืนยันว่า ถ้าเก็บ 30 บาท สิทธิประโยชน์ในการบริการรักษาพยาบาลย่อมจะดีขึ้นด้วย โดยเน้นในเรื่องคุณภาพ ส่วนนโยบายอื่นๆ อาจดำเนินการเฉพาะในส่วนที่พรรคเพื่อไทยได้ริเริ่มดำเนินการตามที่ได้วางไว้" วิทยา กล่าว


   "สุกุมล"ฟื้นวัฒนธรรมไทย

             นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ควงคู่สามี สนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะที่ปรึกษา เดินทางมาในวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 15 สิงหาคม โดยมีนายสมชาย เสียงหลาย ปลัด วธ. นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ต้อนรับอย่างอบอุ่น

             นางสุกุมล กล่าวว่า งานวัฒนธรรมถือเป็นงานที่สำคัญ สร้างชีวิต สร้างคน ภารกิจกระทรวงวัฒนธรรมคือการเผยแพร่ทำนุบำรุงวัฒนธรรมที่ดีของไทยเรา ทุกวันนี้ถือว่าเด็กๆ รุ่นใหม่ค่อนข้างห่างเรื่องวัฒนธรรม จึงเป็นหน้าที่เราต้องผลักดัน งานแรกจะทำนโยบายด้านวัฒนธรรม เช่น ภารกิจเร่งด่วนของแต่ละหน่วยงาน เสนอให้รัฐบาลเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรทราบก่อน เนื่องจากงานวัฒนธรรมกว้างจึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิหลายๆ ด้าน รวมถึง นายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว

 

 "สันติ พร้อมพัฒน์”ผู้หญิงต้องเท่าเทียม

             สันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ถือฤกษ์งามยามดี 09.09 น. วันที่ 15 สิงหาคม 2554 ประกาศลุยงานด้านสตรี พร้อมให้คำมั่นว่า "สตรี” สมควรได้รับการส่งเสริมสิทธิ บทบาท และความเท่าเทียมในสังคม จึงต้องมีบทบาทในการดูแล สร้างโอกาส พร้อมทั้งช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟูสตรีที่ประสบปัญหา" ดังนั้นการ "จัดตั้งกองทุนส่งเสริมบทบาทสตรี จังหวัดละ 100 ล้านบาท" จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำทันที เพื่อเป็นศูนย์ฝึกอาชีพให้สตรี ได้มีรายได้และอาชีพเสริม แต่ต้องศึกษาสัดส่วนประชากร เพราะแต่ละจังหวัดมีจำนวนประชากรต่างกัน

             "วันนี้ผมพาส.ส.ที่เป็นสตรี จ.เพชรบูรณ์ ส่วนหนึ่งมาเข้าร่วมประชุม เพราะคิดว่าการทำงานในวันข้างหน้าจะต้องอาศัยสตรีเป็นสำคัญ เพราะเขาจะคลุกคลีอยู่กับสภาพจริงทั้งหมด โดยมอบหมายให้ส.ส.สตรีทั้งหลายลงไปวิเคราะห์รวบรวมปัญหาของแต่ละพื้นที่ และทำสรุปเป็นรายงานส่งให้ผมโดยตรง หลังจากนั้นจะส่งเรื่องไปยังหัวหน้าส่วนราชการ เพื่อปรึกษาหารือและดำเนินการแก้ไขต่อไป" รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าว

             ส่วน การดูแลผู้ด้อยโอกาส และพัฒนาแหล่งเสื่อมโทรมต่างๆ เพื่อลดต้นตอของการเกิดปัญหา และ "เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ" ยังคงนโยบายไว้เหมือนเดิม แต่ที่ต้องเร่งทำงานคือ แก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง ในส่วนของพม.จะเข้าไปมีบทบาทในการดูแลเยียวยา ฟื้นฟู ผู้ที่ติดยาเสพติด ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข และ "ภัยน้ำท่วม" พม.จะเข้าไปเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน


"เผดิมชัย"ลุยค่าแรง 300 บาท

 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จะเดินหน้าผลักดันนโยบายด้านแรงงานของพรรคเพื่อไทย ตามที่ได้ประกาศหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมทันที เช่น นโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ปรับเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีรุ่นใหม่เป็น 15,000 บาท ซึ่งนโยบายเหล่านี้จะนำไปบรรจุไว้ในร่างนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาเร็วๆ นี้ด้วย

             "ผมขอยืนยันนโยบายของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องประชานิยม แต่เป็นนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง โดยเฉพาะปัจจุบันค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น แรงงานทุกคนและบัณฑิตจบใหม่ควรได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มค่ากับการทำงาน สามารถเลี้ยงดูครอบครัวและดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานทั่วประเทศให้ดีขึ้น จะทำให้สังคมไทยมีความสุขมากขึ้น ทั้งนี้ผมจะเข้าทำงานวันแรกในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ เวลา 14.30 น." นายเผดิมชัย กล่าวในที่สุด