ไลฟ์สไตล์

แนะแม่ยุคใหม่สร้างสมดุลเข้าใจ-เลี้ยงลูกให้มีคุณภาพ

แนะแม่ยุคใหม่สร้างสมดุลเข้าใจ-เลี้ยงลูกให้มีคุณภาพ

16 ส.ค. 2554

แนะแม่ยุคใหม่สร้างสมดุลเข้าใจ-เลี้ยงลูกให้มีคุณภาพ : โต๊ะการศึกษา รายงาน

            ปัจจุบันวิถีชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะการหลั่งไหลเข้ามาของวัฒนธรรมต่างชาติ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ดังที่สวนดุสิตโพลได้สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,512 คน ระหว่างวันที่ 8-10 เมษายน 2553 ว่า ประชาชนถึงร้อยละ 68.63 ยอมรับว่าครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อน คนในครอบครัวต่างต้องดิ้นรนทำมาหาเลี้ยงชีพ ส่งผลให้ความใกล้ชิดและการดูแลเอาใจใส่ลดน้อยลง

             ผลสำรวจยังพบว่า สาเหตุของปัญหาครอบครัวอันดับ 1 ร้อยละ 34.46 เกิดจากพ่อแม่ไม่มีเวลา เนื่องจากต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ และต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ รองลงมาร้อยละ 31.51 คือปัญหาด้านสภาพแวดล้อม การเข้ามาของวัฒนธรรมต่างชาติ และเทคโนโลยีต่างๆ

             ศ.เกียรติคุณ พญ.ชนิกา ตู้จินดา กล่าว่า นับวันการเลี้ยงลูกยิ่งเป็นเรื่องยากสำหรับครอบครัวปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 52.3 เป็นครอบครัวเดี่ยว (จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2553) ทำให้พ่อแม่ขาดผู้ช่วยคนสำคัญอย่างปู่ย่าตายายคอยเป็นที่ปรึกษา ซึ่งพ่อแม่รุ่นใหม่ จะเสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต หรือเข้าไปดูตามเว็บบอร์ดต่างๆ มาประกอบในการเลี้ยงลูกมากขึ้น

             แต่สิ่งสำคัญคือ พ่อแม่ต้องรู้เท่าทันถึงคุณประโยชน์และโทษของเทคโนโลยีเหล่านี้ รวมถึงหากมีการนำเทคโนโลยีมาใช้กับลูกต้องปรับการใช้งานให้เหมาะสมตามวัยและพัฒนาการ สอนอย่างไรให้เหมาะสม สังเกตว่าลูกสนใจอะไร มีความถนัดด้านใดก็ส่งเสริมให้ไปในทางที่เขาชอบ ไม่ควรกีดกันหรือห้ามลูกไม่ให้สัมผัสกับอินเทอร์เน็ตหรือเทคโนโลยีใดๆ ควรส่งเสริมให้เขาได้ฝึกใช้เพื่อตามโลกได้ทัน

             แต่ต้องอยู่ในความดูแลของพ่อแม่อย่างใกล้ชิดและมีกฎกติกาชัดเจน เช่น ตั้งกฎให้ลูกเล่นเกมหรืออินเทอร์เน็ตหลังจากทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย ควรให้พักสายตาทุกๆ 20-30 นาที เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสายตาสั้นไปจนถึงต้อกระจกในเด็ก หมั่นชวนลูกละจากหน้าจอไปทำกิจกรรมอื่นๆ บ้าง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติและช่วยพัฒนาทักษะรอบด้าน หากออกนอกลู่นอกทางก็ตักเตือน ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ

             ด้าน พญ.จันทิมา องค์โฆษิต ไกรฤกษ์ ประธานกรรมการ โรงพยาบาลมนารมย์ แนะนำการเลี้ยงลูกอย่างมีคุณภาพ ว่า แม่ยุคใหม่จะต้องรักษาสมดุลในการทำหน้าที่ทั้งการงานและการเป็นแม่ให้ได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของสังคม ควรปรับตัว ปรับเวลา บริหารจัดการเพื่อให้การดำเนินชีวิตทั้งสองส่วนนั้นสมดุล

             ให้ความสำคัญต่อคุณภาพของเวลาที่ให้ลูก มีกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกัน เช่น เล่นกีฬา เป็นต้น ไม่ใช่อยู่กับลูกแต่แม่กลับดูโทรทัศน์ทั้งวัน เล่นเฟซบุ๊ก หรือคุยโทรศัพท์เรื่องงานเต็มไปหมด ให้ความรัก ความเข้าใจ โดยรู้จักพฤติกรรมเด็ก รับฟัง ให้เหตุให้ผล ให้ลูกรู้จักความเป็นจริง ถ้าเขามีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำ แม่ก็ต้องรู้จักวิธีพัฒนา ถ้าลูกมีปัญหาแม่ก็จะต้องรู้วิธีแนะนำแก้ไข เพื่อให้ลูกที่กำลังจะเติบโตเป็นคนที่มีความมั่นใจ มีความภาคภูมิใจและรู้สึกดีกับตนเองแบบเหมาะสม ปรับตัวเข้ากับสังคมต่างๆ ได้ดี รู้จักคุณค่าในตัวเอง และมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม

             "ที่สำคัญ แม่ต้องยอมรับลูกในฐานะเป็นคนหนึ่ง โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ควรเปรียบเทียบหรือน้อยใจว่าลูกคนอื่นดีกว่า เก่งกว่า ต้องพยายามเข้าใจลูก และคิดด้านบวกอยู่เสมอ ต้องเป็นต้นแบบ หรือ Role Model ที่ดีให้แก่ลูก Role Model ที่เด็กสามารถซึมซับเข้าไปโดยที่ไม่รู้ตัวก็คือจากพ่อแม่ เพราะการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูด แต่อยู่ที่การกระทำให้เป็นตัวอย่าง หากพ่อแม่อยากให้ลูกเก่งขยัน ชอบอ่านหนังสือ พ่อแม่ก็ต้องอ่านหนังสือให้ลูกเห็นเป็นกิจวัตร ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด ด้วยแม่ทุกคนเมื่อมีลูกก็ต้องทำหน้าที่และเล่นบทบาทมากมาย ทั้งเป็นครูให้แก่ลูก เป็นพยาบาลดูแลลูกยามเจ็บป่วย เป็นผู้จัดการชีวิต เป็นผู้นำทาง เป็นคนคอยปลอบโยนเวลาลูกเสียใจ เป็นต้น" พญ.จันทิมา กล่าว

             กวิสรา โพธิ์ศรี คุณแม่ของน้องเมษา วัย 3 ขวบ กล่าวว่า การเลี้ยงลูกสมัยใหม่ ไม่ควรใช้เทคโนโลยีกับเด็กมากจนเกินไป เด็กควรได้เรียนรู้ ได้เล่น ได้เคลื่อนไหว เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการใ?ห้เป็นไปตามวัย ทั้งทางร่างกาย ความคิด และจิตใจ การใช้เทคโนโลยี หรือการดูโทรทัศน์ จะจำกัดเวลาดูโทรทัศน์แค่ 30 นาที เต็มที่ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ตั้งเงื่อนไขให้ดูได้หลังกินข้าวหรือทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย โดยจะเลือกรายการที่เหมาะกับเขา และไม่ปล่อยให้นั่งดูอยู่คนเดียว เป็นต้น

             ดังนั้นแม่ในยุคดิจิทัลนี้ จึงจะต้องเปิดกว้างหาความรู้ จะได้ไปไม่ผิดทาง ตลอดจนมีเครือข่าย เพื่อปรึกษาข้อกังวลหรือข้อข้องใจ โดยต้องพยายามชั่งน้ำหนักความคิดและรับฟังลูกด้วย ไม่ควรตามใจหรือให้ลูกเป็นผู้ตัดสินใจทุกอย่าง