ไลฟ์สไตล์

เตือนซ้ำรอยพระวิหารตีตรายูเนสโก

เตือนซ้ำรอยพระวิหารตีตรายูเนสโก

16 ส.ค. 2554

วธ.ล้อมคอกเขมรขึ้นทะเบียนรำไทย-หนังใหญ่ ชง ครม.ชี้ขาดร่วมภาคีวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้ เผยปี 54 เล็งส่งยูเนสโกตีตรา 30 รายการ พร้อมผลักดันว่าว-กระบี่กระบอง นักวิชาการโวยแก้ไม่ตรงจุด หวั่นซ้ำรอยเสียพระวิหาร แนะแสดงจุดยืนไม่ยอมรับมติฝรั่ง

            การแก้ปัญหาเพื่อนบ้านแอบนำศิลปวัฒนธรรมประจำชาติไปขึ้นทะเบียนกับองค์การการศึกษา วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์แห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยนั้น เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ขอย้ำอีกครั้งว่าการขึ้นทะเบียนท่ารำ หนังใหญ่ของกัมพูชาภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก เป็นการขึ้นทะเบียนเพื่อให้ทราบว่ามีวัฒนธรรมเรื่องนี้อยู่ในประเทศนั้นๆ ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เพราะว่าเป็นวัฒนธรรมร่วม หลายประเทศก็มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน มีหลายรายการที่มีการยื่นขึ้นทะเบียนร่วมกัน

             ส่วนที่สมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์จะมาเสนอขึ้นทะเบียนกีฬาไทยอย่าง ว่าว และกระบี่กระบอง นางสุกุมลกล่าวว่า ถือว่ามีความเป็นไปได้สูง โดยจะให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้ระดับชาติ กับกรมส่งเสริมวัฒนธรรมก่อน โดยมี ศ.ดร.อภินันท์ โปษยนนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นผู้ดูแลอยู่ ทั้งนี้ในปี 2554 จะมีการขอขึ้นจดทะเบียนวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้อีก 30 รายการ หนึ่งในนั้นรวมถึงกีฬาว่าวไทยด้วย การขึ้นทะเบียนไม่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องให้เวลานิดหนึ่ง

             "ส่วนเรื่องที่ประเทศไทยจะเสนอตัวเข้าอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกนั้น ขณะนี้ได้เตรียมร่างหนังสือขอเสนอตัวเข้าร่วมเรียบร้อยแล้ว เตรียมเสนอต่อ ครม.ทราบต่อไป ในอนาคตหากไทยจะมีการขอขึ้นทะเบียนท่ารำกับยูเนสโก ก็สามารถทำได้ ไม่ถือว่ามีการซ้ำซ้อน เป็นการแจ้งให้คนทั่วไปทราบว่ามีวัฒนธรรมนี้อยู่ในประเทศเรา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ละเอียดอ่อน เป็นเรื่องระหว่างประเทศ อยากให้ทุกฝ่ายใจเย็นๆ กระทรวงวัฒนธรรมต้องหารือหลายๆ ฝ่ายก่อน รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศด้วย” นางสุกุมลกล่าว

             ด้าน รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม อดีตคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) กล่าวว่า ไม่เข้าใจกระทรวงวัฒนธรรมและรัฐบาลที่พยามเข้าเสนอตัวเข้าร่วมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก ความจริงถึงไทยไม่ได้เป็นภาคีก็ไม่เสียหายอะไร เขมรจะขึ้นทะเบียนอะไร ปล่อยให้ดำเนินการไปเลย ขณะเดียวกันเราอย่าไปยอมรับในสิ่งที่เขาทำ ในทางกลับกัน ถ้าเราเข้าร่วมภาคีเท่ากับว่าเรายอมรับมติของต่างชาติ หรือยูเนสโก

             "จุดเริ่มต้นของยูเนสโกแรกๆ ต้องการสร้างจุดเรียนรู้ของทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม อันนี้ผมเห็นด้วย แต่ระยะหลัง พวกฝรั่งหันมาส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว โกยเงินจากการท่องเที่ยว จุดยืนเดิมจึงเปลี่ยนไป เรื่องรำไทย หนังใหญ่ ดูไปอาจจะซ้ำรอยเรื่องปราสาทพระวิหาร มันจะไม่เกิดปัญหายุ่งยากถึงวันนี้เลย ถ้าวันนั้นเราไม่ร่วมภาคีมรดกโลก เพราะเราอยากขึ้นทะเบียนมรดกโลกโบราณสถานอื่นๆ พอเราหลงกล ก็เข้าทางฝรั่งที่หนุนหลังเขมร เสี้ยมให้ไทยกับเขมรทะเลาะแย่งชิงกัน เลยต้องมานั่งเจ็บใจอยู่ทุกวันนี้ยังไง ผมเรียกร้องมาตลอดให้ถอนตัวจากมรดกโลก" รศ.ศรีศักรกล่าว

             รศ.ศรีศักรย้ำว่า เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายคำว่า "วัฒนธรรมจับต้องไม่ได้" ยกตัวอย่างว่าวไทย "ตัวว่าว" คือรูปธรรมจับต้องได้มีเอกลักษณ์เฉพาะ ส่วน "การชัก" ถือเป็นนามธรรมแต่ละท้องถิ่นอาจมีลีลาแตกต่างกันไปนั่นเอง