
นักรบไซเบอร์เดือดทวงศิลปะไทย
นักรบไซเบอร์วิพากษ์เดือด ปลุกกระแสทวง...ศิลปะไทย : โต๊ะรายงานพิเศษรายงาน
หลังจากกระแสข่าวกรณี "กัมพูชา" นำ "ท่ารำท่าจีบ และหนังใหญ่" ซึ่งเป็นศิลปวัฒธรรมของคนไทยไปจดทะเบียนกับยูเนสโก แพร่สะพัดออกไป ทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องหวั่นวิตกว่า ท่ารำจีบและวัฒนธรรมหนังใหญ่อันงดงามจะถูกต่างชาติกลืนกินหายไปจากวัฒนธรรมไทย ล่าสุดกระแสข่าวดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักน่วงในโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดีย
จากการสำรวจตามเว็บไซต์ เว็บบอร์ด ยอดนิยมอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น พันทิป, เสรีไทย รวมถึงเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ พบว่า มีผู้ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้จำนวนมาก ต่างแสดงความคิดเห็นและทัศนะแตกต่างกันไป ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย รวมถึงการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาหาทางปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติด้วย
อย่างเช่น ผู้ใช้ชื่อว่า "นายคนไทย" แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการที่ประเทศกัมพูชาจะขึ้นทะเบียนท่ารำท่าจีบและหนังใหญ่เป็นมรดกโลกในนามของตน โดยบอกว่า แม้ประเทศในเอเชียนี้ มันดินแดนเดียวกันและมีการใช้วัฒนธรรมร่วมกันมาก่อน ซึ่งรากวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน และมันก็ถูกพัฒนาให้ต่างกันออกไปส่วนหนึ่ง อย่างที่เห็น ซึ่งจะว่าไปในทางกลับกัน ประเทศไทยเราก็มีไม่น้อยนะ ที่ไปซึมซับวัฒนธรรมจากที่อื่นมา และเราก็ยอมรับกันโดยดีว่า ตัวนี้มาจากที่นี่ ตัวนั้นมาจากที่นั่น และพัฒนาในแบบของตัวเอง รวมทั้งจารึกเอาไว้อย่างชัดเจนว่าได้รับมาจากที่ไหน ทว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นการต่อยอด สั่งสมศิลปวัฒนธรรมมาเป็นเวลายาวนาน ไม่ได้ชุบมือเปิบ ขโมย หรือปล้น แบบที่ประเทศกัมพูชากำลังทำอยู่ ซึ่งสิ่งที่กล้าพูดแบบนี้เนื่องจากได้เจอการแทรกซึมทางวัฒนธรรมผ่านโลกออนไลน์ พยายามจะสร้างความเข้าใจที่ผิดให้ชาวโลกเชื่อว่า ท่ารำท่าจีบและหนังใหญ่ เป็นสมบัติของชาติเขา
ด้านผู้ที่ใช้ชื่อว่า "เด็กชล-คนบางแสน" แสดงทัศนะไว้ว่า รับข้อมูลดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งหลังจากอ่านข้อมูลก็รู้สึกตกใจที่เกิดเหตุการณ์ลักษณ์นี้ขึ้น เบื้องต้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนควรที่จะหันหน้ามาปรึกษาหารือกัน เพื่อหาทางต้านภัยวัฒนธรรมกับพวกนี้ อย่างน้อยที่สุดก็รวบรวมเอาศิลปวัฒนธรรมที่ยังไม่ได้ถูกกล่าวอ้างไปไปจดหรือขึ้นทะเบียน จะได้ไม่เกิดปัญหาลักษณะดังกล่าวอีก สำหรับทัศนะส่วนตัวนั้นมองว่าคนไทยปล่อยปละละเลยศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของเราเอง นิ่งนอนใจว่ามันเป็นของเราอยู่วันยันค่ำ ที่สำคัญผู้หลักผู้ใหญ่มัวแต่ทะเลาะเบาะแว้งกันเข้าทำนอง "ข้าศึกยกทัพจะเข้าตี แต่ชาวเมืองยังแย่งหม้อข้าวเดือดกันเองอยู่"
ขณะที่ผู้ที่ใช้นามแฝงว่า "ชด" แสดงความคิดเห็นอย่างน่าสนใจว่า ส่วนตัวรูสึกเฉยๆ กับเรื่องดังกล่าว เพราะหากมองในมุมศิลปะและวัฒนธรรม เห็นด้วยกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และเห็นด้วยอย่างมากในการต่อยอดศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบันได้ โดยไม่ขาดตอนและละเลยของเดิม ซึ่งการที่มีใครจะนำศิลปะของเราไปใช้ เอาไปทำตาม นั่นก็คือการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม แม้มันจะไม่เหมาะสมก็ตามหากเขาเอาไปแอบอ้างว่าเป็นของเขา แต่ถ้าหากเรามั่นใจว่าศิลปะนั้นๆ เราเป็นต้นตำรับ เราเองนั้นจะสามารถทำได้ดีกว่า รู้ซึ้งกว่า
"ทว่าตรงกันข้ามหากเราเองซึ่งเป็นต้นตำรับกลับละเลยศิลปวัฒนธรรมของเราเอง จนเห็นได้ชัดว่าแล้วผู้นำศิลปวัฒนธรรมนั้นไปใช้ แม้กระทั่งไปแอบอ้าง รวมถึงเอาไปต่อยอดให้ได้ดีกว่าเรา เราเองต่างหากที่ต้องมองย้อนดูว่า มีของดีอยู่ในตัวเอง แต่ไม่รู้จักรักษา จนผู้อื่นที่เขาเห็นค่า เอาไปใช้ ไปแอบอ้าง และทำได้ดีกว่าเรา หากคนไทย เข้าใจศิลปวัฒนธรรมของไทยเรามากพอ เราก็ต้องรู้จักรักษาและต่อยอดให้ดำรงคงอยู่ อย่าไปตัดพ้อใครในสิ่งที่เราเองก็ไม่รักษามัน แต่หวงเอาไว้ซะงั้น ทุกอย่างในโลก หากเรารัก เราหวงแหน สิ่งที่ต้องทำคือ รักษาให้คงสภาพ และควรต่อยอดสภาพนั้น ให้ดีขึ้นและเป็นไปตามสมัยกาล จึงจะเป็นสิ่งที่ถูกที่ควร"
ส่วน "นกกระสากวนน้ำ" มีมุมมองว่า การที่เขมรได้นำศิลปะไทยไปขึ้นจดทะเบียนนั้น เชื่อว่าคณะกรรมการที่รับผิดชอบ มองออกว่า ศิลปะและวัฒนธรรมแบบไหนเป็นของใคร ไม่ว่าจะเป็นเขมร ไทย พม่า โดยยกตัวอย่างว่าหาจะขึ้นทะเบียนงานสักชิ้นหนึ่ง คงจะเรื่องที่น่าแปลกมากสำหรับคณะกรรมการรับขึ้นทะเบียนมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ที่จู่ๆ ศิลปะยุคหินแบบเขมรจะก้าวพรวดเดียวมาเป็นงานสำริด (แบบสุโขทัย) หรืองานปูน ถ้าสยามคือผู้ทำลายขอมและปล้นวัฒนธรรมขอมมาจริงๆ เขมรซึ่งอ้างว่าตนเป็นขอมย่อมไม่มีศักยภาพเพียงพอ ที่ก้าวข้ามเทคโนโลยี ผ่านยุคหินมาสู่สำริด ได้ภายในเวลาไม่ถึงร้อยปี อย่างแน่นอน อีกอย่างหนึ่งหากมองในแง่ดีสำหรับ "ตัวของศิลปะ วัฒนธรรม" จะได้รับการอนุรักษ์ไว้ถึง 2 ต่อ คือ ทั้งในประเทศไทยและเขมร ซึ่งก็ยังต้องยอมรับจริงๆ อีกนั่นล่ะว่าทั้งสองประเทศ "ยากนัก" ที่จะหาคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจ และมุ่งสืบสานต่อไว้อย่าง "มีอัตลักษณ์"
"คาเมล่อนดีซี" เป็นอีกคนหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า เป็นไปได้ยากมากที่ศิลปวัฒนธรรมของประเทศใดประเทศหนึ่งจะถูกอีกประเทศหนึ่งเอาไปอ้างว่าเป็นสมบัติของตัวดื้อๆ โดยไม่ผ่านการสั่งสมในสังคมตนเองมาก่อน เพราะศิลปวัฒนธรรมเป็นเรื่องความผูกพัน ความเข้าใจ ความรู้สึกร่วมกันของกลุ่มชนนั้นๆ การไปนำศิลปวัฒนธรรมของคนอื่นมาอ้างว่าเป็นของตัวเอง คนในชาติตัวเองก็ไม่ยอมรับมาเป็นสมบัติของตัวเองอยู่แล้วเพราะมันไม่ได้คุ้นเคย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าศิลปวัฒนธรรมของประเทศใดประเทศหนึ่งจะถูกนำไปเป็นสมบัติของอีกประเทศหนึ่งไม่ได้ เพราะศิลปวัฒนธรรมมันไม่มีสัญชาติตายตัวอยู่แล้ว แต่มันถูกนำไปประยุกต์ ดัดแปลง มีการเคลื่อนย้ายถ่ายโอนไปยังอีกชนชาติหนึ่งมาโดยตลอด แต่ต้องใช้เวลาในการสั่งสมอยู่พอสมควร ซึ่งมั่นใจว่า ศิลปวัฒนธรรมไทยหรือเขมร มันก็เป็นการเคลื่อนย้ายถ่ายโอนมาจากศิลปวัฒนธรรมอินเดียเช่นกัน
ขณะเดียวกัน "BIRD Cotton" โพสต์ภาพในเฟซบุ๊ก โดยบรรยายว่าเป็นช่วงเวลาที่หม่อมเจ้าหญิงฉวีวาด สอนนาฏศิลป์ไทยให้ชาวเขมร พร้อมระบุว่า "โรงละครเขมรได้ถือกำเนิดขึ้นในดินแดนเขมร เพราะเกี่ยวเนื่องกับหม่อมเจ้าฉวีวาดหนีไปทั้งโรงละครนั่นเอง โดยทางสยามถือเป็นอาญาร้ายแรง หม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดมีเหตุต้องหนีออกจากกำแพงวังโดยมิบอกกล่าว ในสมัยนั้นเจ้านายหญิงเพียงแค่ออกนอกเขตวังโดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตก็มีความผิดแล้ว แต่ท่านเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เสด็จออกจากพระนครเกินเสาหินที่ปัก เป็นอาณาเขตกรุงเทพพระมหานคร ทั้งสี่ทิศโดยไม่ได้กราบถวายบังคมลา โทษถือว่าเป็นกบฏ ทำให้ครอบครัวต้องบ้านแตกสาแหรกขาด"
นี่คือส่วนหนึ่งของทัศนะของคนในโลกออนไลน์เกี่ยวกับกระแสข่าวที่กัมพูชายื่นขอจดทะเบียนรำไทย-หนังใหญ่ ต่อยูเนสโก ซึ่งหลังจากนี้ไปคงจะต้องจับตาดูเป็นพิเศษว่า ปัญหาดังกล่าวจะจบลงเช่นไร จะเป็นปมเหตุความขัดแย้งใหม่สำหรับไทยกับกัมพูชาหรือไม่ !!



