
ทางออก'หมูไก่'รัฐบาลใหม่รับมือ
ฝ่าวิกฤติ "ราคา" สู่ปัญหาโรคระบาดทางออก "หมู-ไก่" รัฐบาลใหม่รับมือ
จากสถานการณ์ราคาหมูทั้งหมูแพงอย่างต่อเนื่องในห้วงเวลาที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่จะกระทบผู้บริโภคในครัวเรือนประจำวันเท่านั้น หากแต่ยังพ่วงเป็นลูกโซ่ต่อธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับอาหารอย่างทั่วหน้า ไม่ว่าจะเป็นร้านข้าวแกง โรงงานแปรรูปเนื้องหมูทั้งลูกชิ้น ไส้กรอก หมูหวาน และหมูยอ เป็นต้น ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เตรียมเฮ หลังกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปหรืออียู เลิกแบนไก่สดไทย
ในส่วนของหมูนั้น แม้ก่อนหน้านี้ พรทิวา นาคาศัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติให้ตรึงราคาหมูเป็นไปจนถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2554 หรือหลังวันสารทจีน ในราคตาหมูเป็นอยู่ที่ กก.ละ 79 -83 บาท และราคาเนื้อหมูแดง กก.ละ 140-160 บาทแบ่งตามภาค แต่ดูเหมือนว่ายังมีพ่อค้า (บางราย) แอบขยับราคาขึ้น ทำให้กรมการค้าภายในต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย และล่าสุดคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ต้องออกประกาศควบคุมเพดานราคาหมูสูงสุด ตามที่ วัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายในเสนอเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา
ภายใต้เงื่อนไขการเคลื่อนย้ายหมูเพื่อการส่งออกต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายใน มาตรการดูแลราคาหมูตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางและผู้ประกอบการเลี้ยงหมูจะต้องแจ้งปริมาณหมูให้ทราบเป็นระยะๆ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมกำหนดราคาหมูควบคุมใหม่ อาทิ หมูเป็นหน้าฟาร์มในภาคกลางราคา กก.ละ 80-81 บาท เนื้อหมูแดง กก.ละ 150-152 บาท ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือราคา กก.ละ 85 บาท เนื้อหมูแดงกก.ละ 157 และภาคใต้ราคา กก.ละ 87 บาท ราคาหมูเนื้อแดง กก.ละ 162 บาท
สำหรับเหตุที่ทำให้เนื้อหมูแพงในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากปริมาณหมูในท้องตลาดลดลงไป 25% เนื่องมาจากการเกิดโรคพีอาร์อาร์เอส (PRSS) ระบาดส่งผลให้หมูตายยกเล้าในหลายจังหวัดตามข้อมูลที่ระบุจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งสอดคล้องกับคำยืนยัน วรพจน์ สัจจาวัฒนา นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรเพื่อการค้านครราชสีมาว่า ปัญหาเนื้อหมูที่แพงเพราะเกิดโรคระบาดในสุกร และปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนทำให้เกิดการสูญเสีย ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงและผลิตหมูเป็นเพิ่มขึ้นราว 25%
ส่วนทางออกแก้ปัญหาวิกฤติราคาหมูแพง รัฐบาลควรเร่งแก้ไขต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์และต้องใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาด เพื่อไม่ให้บริษัทยักษ์ใหญ่กำหนดราคาทั้งระบบตั้งแต่อาหารสัตว์ การเลี้ยงพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ การเลี้ยงหมูขุน ไปจนถึงโรงงานแปรรูปอย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้รัฐควรให้การสนับสนุนให้ผลิตวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ใช้เองภายในประเทศ ซึ่งขณะนี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรคพีอาร์อาร์เอสได้แล้วในราคาเพียง 20 บาทต่อตัวเท่านั้น
ขณะที่เนื้อสัตว์ปีกสดแช่แข็งของไทยที่ทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท ต้องสูญเสียตลาดหลักอย่างญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป (อียู) หลังตรวจพบการระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดนกในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน แม้ทุกวันนี้เป็นเวลามาเกือบ 3 ปีแล้วที่ไม่มีการพบโรคในประเทศไทย นับตั้งแต่การตรวจสอบพบครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 แต่เนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งของไทย กลับยังคงอยู่ในบัญชีคำสั่ง “แบน” จากประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่อย่างญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปต่อไป โดยปัจจุบันอนุญาตให้นำเข้าได้เฉพาะเนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกเท่านั้น
แต่หลังจากกรมปศุสัตว์ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการดำเนินการขอยกเลิกคำสั่งระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งจากไทย ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก หลังอียูได้ส่งคณะผู้แทนเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลไปประกอบการพิจารณายกเลิกคำสั่งและมีแนวโน้มจะยกเลิกคำสั่งดังกล่าวในเร็วๆ นี้
ปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ย้ำด้วยว่าเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งออกสัตว์ปีกสดแช่แข็งกลับไปยังอียูอีกครั้ง กรมปศุสัตว์จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะทำงานเตรียมความพร้อมเพื่อการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกสด เพื่อพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขของฟาร์มสัตว์ปีกที่จะได้รับการคัดเลือกให้ส่งออกไก่สดแช่แข็ง รวมทั้งให้คำแนะนำแก้ไขปรับปรุงฟาร์มที่เกี่ยวข้องให้อยู่ภายใต้มาตรฐาน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้อียู ว่าผลิตภัณฑ์ที่จะถูกส่งออกไปนั้นจะมาจากแหล่งผลิตจากฟาร์มที่ปลอดโรคระบาด และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้และเป็นการสร้างความมั่นใจได้อย่างดีว่า สินค้าสัตว์ปีกที่ถูกส่งออกไปจากประเทศไทยเป็นสินค้าอาหารที่มีความปลอดภัยอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตามปัญหาความเหมือนที่แตกต่างของทั้งหมูและไก่จะบรรลุผลมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถและฝีมือรัฐบาลใหม่นั่นเอง
ปศุสัตว์เร่งจัดมาตรฐานฟาร์มสุกรรายย่อย
กรมปศุสัตว์เดินเครื่องจัดทำมาตรฐานกลางการเลี้ยงสุกรรายย่อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรคระบาด หลังสร้างผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจ โดยนำร่อง จ.หนองคาย ก่อนขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ
ปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สุกรเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญของไทย เนื่องจากประชาชนนิยมนำเนื้อมาบริโภคเป็นอาหารหลัก ซึ่งปี 2553 มีสถิติการบริโภคประมาณ 13 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และคาดการณ์ว่าในอนาคตจะยังคงมีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ทางด้านการผลิต แม้ส่วนใหญ่ 98-99% จะเป็นการผลิตเพื่อบริโภคในประเทศ แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ราคาสุกรในตลาดสูงขึ้นและจูงใจให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงกันมากขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา
"ในกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่มีการเลี้ยง 10-20 ตัว เนื่องจากหากไม่มีการบริหารจัดการสถานที่เลี้ยง รวมทั้งการจัดการด้านสุขภาพสัตว์ที่ดี ก็อาจทำให้เกิดการระบาดของโรคในสุกรได้ ดังเช่นกรณีการระบาดของโรคพีอาร์อาร์เอสหรือโรคเพิร์สเมื่อกลางปี 2553 ทำให้สุกรป่วยและตายจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจอย่างหนัก"
อธิบดีกรมปศุสัตว์ย้ำด้วยว่า เพื่อเป็นการป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต กรมปศุสัตว์จึงจัดทำโครงการปรับระบบมาตรฐานการเลี้ยงสุกรรายย่อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรคระบาด โดยมีการนำร่องจัดทำเป็นฟาร์มสาธิตที่ จ.หนองคาย เป็นจังหวัดแรก และกำลังดำเนินการจัดทำมาตรฐานการเลี้ยงสุกรรายย่อยที่เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อจะได้ขยายโครงการไปในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป โดยเบื้องต้นมีการวางมาตรฐานเรื่องดังกล่าวใน 2 ประเด็นหลัก คือ องค์ประกอบของสถานที่เลี้ยงสุกรและการจัดการป้องกันโรค รวมทั้งควรมีสมุดบันทึกประวัติการเลี้ยงสุกร เป็นต้น ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์



